วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการเป็นนักเขียน

รวยด้วยการเป็นนักเขียน

 

สารบัญบทความรวยด้วยการเป็นนักเขียน

ไม่ยากถ้าอยากเป็นนักเขียน

เพื่อนๆ หลายๆ คนอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มแบบที่วางขายกันทั่วไป แต่ก็มีคำถามว่าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไง แบบไหน และเขียนแล้วจะเอาไปขายใคร และเราเป็นเพียงแค่นักเขียนอิสระคนหนึ่ง ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร และที่สำคัญงานเขียนหนังสือนั้นจะสามารถทำให้เรารวยได้หรือเปล่า? ถ้าอย่างงั้น ลองอ่านบทความเกี่ยวกับ “รวยด้วยงานเขียน” ในเว็บ Millionaire Academy นี้ดู แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดไว้ครับ

ถ้ามองถึงการทำอาชีพนักเขียนที่ทำหนังสือขาย หลายคนอาจจะมองว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ยากกว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากต้องมีความรัก มีทักษะ ความชำนาญในการเขียน จึงจะสามารถทำได้ โดยเชื่อว่าเป็นอาชีพเฉพาะทาง แต่ในความเป็นจริง ถ้าเรามองอย่างง่ายๆ ว่า เพียงแค่คุณรู้จริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคุณสามารถพูดให้คนทั่วไปฟังแล้วสื่อสารกันเข้าใจได้ คุณก็เพียงเปลี่ยนการเล่าจากการส่งเสียง เปลี่ยนเป็นตัวอักษร จัดองค์ประกอบเนื้อหา เขียนให้คำสะกดให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาขายได้แล้ว

งานเขียนนั้นก็ถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (บางครั้งคนเขียนหนังสือส่วนใหญ่ออกจะดูติสๆ หน่อยครับ) เราต้องเรียนรู้สองสิ่งนี้ไปควบคู่กัน แต่นอกจากสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น พื้นฐานสำคัญในการเขียนหนังสือก็คือ “การอ่าน” ยิ่งเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือมากเท่าไร เราก็สามารถที่จะเขียนได้ดีเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเราจะไเด้มีข้อมูลที่กลั่นกรองออกมาที่จะเขียน และการอ่านนี้แหล่ะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนปรารถนาอยากเป็นนักเขียน

ยกตัวอย่างเช่น พี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) เค้าเป็นนักร้องชื่อดังระดับประเทศที่น้อยคนไม่รู้จัก และในอีกมุมหนึ่งเค้าก็เป็นนักเขียนชื่อดัง ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รวยด้วยงานเขียน จริงๆ ไม่ว่าหนังสือจะออกมากี่เล่มต่อกี่เล่ม ก็มีแฟน ๆ ของเค้าตามซื้อตามอ่านกันจนต้องพิมพ์เพิ่มอีกหลายๆ ครั้ง พี่จุ้ยเคยเขียนบทความไว้ชิ้นหนึ่งที่นิตยสารไรเตอร์ฯ เมื่อนานมาแล้วว่า “นักเขียนไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนเขียนเก่ง แต่จำเป็นจะต้องเป็นนักอ่านที่ดี” เพียงเท่านี้ก็พอจะมองภาพรวมในการเป็นนักเขียนออกแล้วว่าการอ่านนั้นมีประโยชน์มากมายขนาดไหน

แล้วขั้นแรกเราจะต้องเริ่มอย่างไรละ? โดยพื้นฐานของนักเขียนเกือบจะทุกคนนั้นมักจะมีนิสัยที่ชอบเขียน และชอบจดบันทึกอยู่แล้วเวลาไปเจอเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต หรือท่องเที่ยวเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ อาจจะเขียนทุกวันหรือเขียนวันเว้นวัน หรือตามที่ใจอยากเขียนก็แล้วแต่ แต่อย่างไงก็ต้องเขียน ถ้าใครอยากเป็นนักเขียนอย่าละเลยกับการเขียนบันทึกประจำวันเสียละครับ เพราะการเขียนบันทึกประจำวันนั้นนอกจากจะทำให้เราฝึกเขียนแล้ว ยังฝึกให้เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย และตรงนี้นี่เองเมื่อเวลาผ่านไป หากเราจะหาข้อมูลหรืออยากจะหาเรื่องมาเขียน ไม่ว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ เราสามารถย้อนกลับมาอ่านสิ่งที่เราเขียนบันทึกเอาไว้เป็นไอเดีย หรือเนื้อเรื่องประกอบการเขียนได้

อาชีพไหนเหมาะแก่การเขียนหนังสือขาย

หลายคนอาจตั้งคำถามอีกว่า แล้วจะเขียนเรื่องอะไร หรือออกตัวก่อนว่าเขียนไม่เป็นหรอก นิยาย เรื่องสั้น บทละคร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยครับ งานประจำที่คุณทำอยู่ เช่น ครู ทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล พนักงานธนาคาร พนักงานบริษัท คนงานโรงงาน คนรับจ้างทั่วไป เกษตรกร และอาชีพอื่นๆ คุณสามารถเอาอาชีพของคุณนั้น มาเขียนหนังสือเพื่อสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้ทั้งนั้น

เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทแผนกบุคคล คุณก็สามารถเขียนเรื่องเทคนิคการสมัคร และสอบสัมภาษณ์ได้ หรือถ้าคุณทำสวน ทำไร่ คุณก็สามารถเอาเคล็ดลับ เช่น วิธีการปลูกพืช การเพิ่มผลผลิตให้ดก การใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ หรือถ้าคุณทำอาชีพอสังหาริมทรัพย์ คุณก็เอาประสบการณ์มาเขียนเล่าเรื่องเทคนิคต่างๆ เช่น การเลือกทำเล การหาผู้รับเหมา การตรวจงาน หรืออีกตัวอย่างที่กำลังฮอตฮิตในตลาดหนังสือขณะนี้ คือถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณก็เอาเทคนิคการลงทุนมาเขียนได้ หนังสือขายดีในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ล้วนเป็นหนังสือแนวประเภทนี้ทั้งนั้น ยิ่งเกิดจากประสบการณ์ที่ในสายงานนั้นๆ หรือในเรื่องราวนั้นๆ ยิ่งจะมีคนติดตามอ่านมาก

เพียงคุณรู้เคล็ดลับ หรือเทคนิคบางประการว่า ก่อนที่จะเขียนหนังสือ คุณแค่ลองตั้งคำถามกับตัวคุณก่อนว่า เขียนเพื่อให้ใครอ่าน ทำไมเขาถึงต้องการอ่านเรื่องที่คุณเขียน ถ้าคุณตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อนี้ได้ชัดเจนในสาระสำคัญ เพียงแค่ปรับการดำเนินเรื่องให้กลุ่มคนอ่านที่คุณประเมิน หรือวิเคราะห์จากหลักการทั้งสองประการข้างต้น ให้เขียนออกมาให้น่าอ่าน ให้น่าสนใจ เพียงเท่านี้หนังสือของคุณก็สามารถโลดแล่นอยู่ในชั้นวางหนังสือ หรืออาจขึ้นชั้นหนังสือขายดีก็ได้ใครจะไปรู้ ถึงตรงนี้ สรุปได้เลยว่า ทุกสาขาอาชีพสามารถเอาความรู้ และประสบการณ์มาเขียนเป็นหนังสือได้ทั้งนั้น

คุณสมบัติที่นักเขียนควรมี

ถ้าคุณต้องการสร้างรายได้จากการเขียนหนังสือขาย เป็นช่องทางเป็นรายได้เสริม หรือต้องการที่จะพัฒนาเป็นรายได้ประจำในอนาคต คุณสมบัติหลัก และสำคัญมากที่นักเขียนต้องมีก็คือ ชอบบันทึก ค้นคว้า สังเกต วิเคราะห์ และชอบอ่าน นอกจากนั้น คุณสมบัติที่เรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพ คุณต้องมีไหวพริบในการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เพราะงานเขียนของคุณจะมีเสน่ห์มาก ถ้าคุณเขียนเรื่องธรรมดาๆ ในสิ่งที่ทุกคนมองข้าม หรือไม่ฉุกคิด ออกมานำเสนอได้ เรื่องแบบนี้โดยธรรมชาติผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่จะชอบกัน เพราะใกล้ตัวแต่ลืมคิด

คุณสมบัติเด่นๆ ที่ควรเตรียมตัวกับการเป็นนักเขียน คือ ควรพกสมุด ปากกา อยู่ใกล้มือตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เจอประเด็นที่น่าสนใจ หรือไอเดียที่น่าวนใจ ก็ให้รีบจดบันทึกทันที เพราะถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไปเราจะลืมเสียก่อน หรือเห็นชีวิตผู้คนนึกอะไรดีๆ ก็บันทึกเอาไว้ เข้าประชุมงานแล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ เข้าไปในโลก Social Network แล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งอ่านหนังสือ แล้วเจอประโยคเด็ดๆ ก็ควรจดเอาไว้ เพื่อไปประยุกต์ใช้ในงานเขียนของเรา หรือเอาไปต่อยอดกับงานเขียนของเรา

ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยบางครั้งโทรศัพท์มือถือของเราก็อาจทำหน้าที่แทนสมุด และปากกาได้ ทั้งถ่ายภาพ จดบันทึก หรือบันทึกเสียง เก็บไว้ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ที่เราจะพลิกแพลงใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน

สรุปนะครับว่าการเขียนบันทึกประจำวันนั้นมันไม่ได้เป็นการสูญเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ เลย ตรงกันข้ามกลับเป็นการฝึกเขียนชั้นดีเลยหล่ะครับ เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในหัวออกมาแปรเป็นตัวหนังสือ อาจจะลองเขียนแบบทำเป็นไดอารี่ออนไลน์ก็ได้ครับ หรือทำเป็น blog ที่ bloggang.com หรือที่ oknation.nationtv.tv/blog ก็ได้ เป็นการพิสูจน์ฝีมือในการเขียน โดยวัดจากผู้ที่ติดตามอ่านไดอารี่ออนไลน์ของเรา บางคนเขียนไดอารี่เล่นๆ แต่ปรากฎว่ามีคนเข้ามาอ่านมาก จนกระทั่งมีโฆษณามาขอลง ซึ่งบางคนก็สร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากงานเขียนนี้ไป

ครับ ก็ไม่ยากนะครับ ถ้าจะเริ่มต้นฝึกฝนงานเขียน ถ้าอยากเริ่ม ต้องลองดูเสียตั้งแต่วันนี้ครับ เวลาไม่เคยรอใครครับ

ประเภทของงานเขียนมีอะไรบ้าง

เมื่อเราเรียนรู้การเริ่มต้นที่จะเป็นนักเขียนแล้ว ขั้นต่อไปเราต้องเรียนรู้ก่อนว่าประเภทของงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นเรียกว่าอะไร และจะทำให้เรารู้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งว่าเราถนัดอะไร

มีนักเขียนหลายคนที่สามารถเขียนงานได้หลายประเภท ซึ่งนักเขียนเหล่านั้นมีความชำนาญกับการใช้ภาษาเป็นอย่างมาก เช่น ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนอีกคนหนึ่งที่สามารถรวยด้วยงานเขียนของตน จากการเขียนหนังสือหลายแนว ทั้งเรื่องสั้น บทกวี นิยาย สารคดี บทความ และอัตชีวประวัติ

ถ้าถามว่านักเขียนทั่วไปทำได้ไหม? ตอบได้ง่ายๆ เลยว่า ทำได้ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะใช้ภาษามากพอ เคยมีคนถามนักต่อนักว่า งานเขียนประเภทไหนเขียนง่ายที่สุด ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะงานเขียนแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท คือ

งานเขียนเรื่องสั้น เรื่องสั้นนั้นเป็นงานเขียน ที่นักเขียนหลายคนใช้เป็นก้าวแรกของการเป็นนักเขียน เพราะสั้นกระชับ วางพล๊อต หรือโครงเรื่องได้ง่ายกว่าแบบอื่น ทำให้สามารถควบคุมตัวละคร โครงเรื่อง แก่นเรื่องได้ง่าย

งานเขียนนิยาย หรือนวนิยาย เป็นงานเขียนที่ยาว ต้องใช้เวลา และพลังในการเขียนค่อนข้างมาก ที่สำคัญต้องรู้จักที่จะวางพล๊อตเรื่อง หรือโครงเรื่องที่รัดกุมไม่ให้หลุดจากกรอบ หรือถึงหลุดจากกรอบ ก็สามารถควบคุมมันได้ ไม่ให้ไปไกลเกินกว่าที่วางพล๊อตไว้ตั้งแต่แรก

งานเขียนบทกวี หรือบทกลอน จัดเป็นงานเขียนที่เรียกว่าง่ายก็ได้ หรือยากก็ได้ เพราะกลอน หรือกวีนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ กลอนเปล่า และกลอนฉันทลักษณ์ กลอนเปล่านั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะไม่ต้องเกรง หรือกังวัลกับสัมผัสตามแบบแผนแบบกลอนฉันทลักษ์ที่เคยเล่าเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ต้องมีความชำนาญการใช้ภาษาคือ ต้องกระชับ รัดกุม

งานเขียนบทความ,สารคดี,อัตชีวประวัติ งานเขียนทั้งสามประเภทนี้ เป็นงานเขียนที่นอกจากจะต้องใช้ความชำนาญในการใช้ภาษาแล้ว ยังต้องรู้จริงในสิ่งที่เขียนด้วย งานเขียนทั้งสามประเภทนี้ เป็นงานเขียนที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต่างจากงานเขียนข้อข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว

นอกจากงานเขียนที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่ละประเภทยังสามารถแยกย่อยลงไปได้อีก แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีความจำเป็นต้องรู้ลึกเช่นนั้น เพียงแต่รู้ว่าหลักใหญ่ๆ ของประเภทงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง การชำนาญในการใช้ภาษานั้น สามารถทำให้เราเขียนงานได้หลายอย่าง และเมื่อเราชำนาญแล้ว เราก็สามารถรวยด้วยงานเขียนได้ไม่ต่างกับนักเขียนดังๆ เลย

คำแนะนำในการเป็นนักเขียน

สุจิปุลิ หัวใจของการเขียน

คุณประภัสสร เสวิกุล นักเขียนอีกท่านที่รวยด้วยงานเขียน งานเขียนของท่านที่รู้จักกันดี คือ เวลาในขวดแก้ว,ลอดลายมังกร ฯลฯ นั้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หัวใจหลักของการเป็นนักเขียนนั้น คือ สุ จิ ปุ ลิ คำทั้ง 4 คำนี้หมายถึง

สุ ย่อมาจาก สุตตะ แปลว่า การฟัง
จิ ย่อมาจาก จิตตะ แปลว่า การคิด
ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า การถาม
ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า การเขียน

กล่าวโดยสรุปแล้วคือ การจะเป็นนักเขียนที่ดีให้ได้นั้นต้องเป็นนักทั้ง 4 ที่ดีคือ นักฟังที่ดี ต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด เพราะการฟังมากก็ไม่ต่างกับการอ่าน แถมมีประโยชน์ต่องานเขียนเราเสียอีก มีประโยชน์อย่างไร? มีประโยชน์ตรงที่เราได้รับรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสิ่งที่คนอื่นพบเจอมา (ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะแน่นอนเมื่อฟังแล้วเราจะต้องไปสังเคาระห์กรองเอาความจริงเท็จออกจากกัน)

นักคิดที่ดี ต้องคิดวิเคาะห์แยกแยะสิ่งที่ฟังนั้นออกมา กลั่นกรองว่าอะไรเป็นอะไรจริง ลวง เท็จ เราต้องแยกแยะออกให้ได้ ซึ่งตรงนี้ต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการคิดพล๊อตเรื่อง ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไปอีกที

นักถามที่ดี แน่นอนสิ่งที่ได้ฟังมานั้น หลายสิ่งหลายอย่างเราไม่เคยพบเจอเลย เมื่อเราสงสัยในสิ่งนั้นๆ ควรจะถาม เพื่อให้รู้แจ้งในสิ่งที่ฟัง และการเป็นนักถามที่ดีนั้น มีประโยชน์ต่องานเขียนประเภทเขียนสารคดี เขียนบทความ หรือเขียนชีวประวัติบุคคล เพราะเราสามารถฝึกการตั้งคำถามที่ดี ที่ตรงจุด ที่ตรงประเด็นได้ นักเขียนที่ดี อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเราผ่านทั้งสามคำมาเราก็เอามาเขียน ไม่ว่าจะเขียนบันทึก หรือสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ

นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียนหลายคนนั้นมีคำ 4 คำนี้คือ สุ จิ ปุ ลิ อยู่ในใจและใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเสมอ ถ้าหากอยากจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องเอาคำ 4 คำนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันครับ

จินตนาการคือสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากสำนวนของนักเขียนที่เคยกล่าวไปแล้วว่าทำให้ผู้อ่านติดใจจนซื้อหาหนังสือของนักเขียนนั้นๆ มาอ่าน จนนักเขียนคนนั้นรวยด้วยงานเขียน ซึ่งสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “จินตนาการ” ซึ่งจินตนาการนี้ละที่เป็นบ่อเกิดโครงเรื่องต่างๆ ตัวละครต่างๆ ที่โลดแล่นอยู่ในบรรณพิภพ จินตนาการกับงานเขียนนั้นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญมากกว่าความรู้เสียอีก ดั่งเช่นที่นักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันนี เจ้าของรางวัลเบล พ.ศ. 2464 นามว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าววว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

เมื่อจินตนาการสำคัญเพียงนี้เราจะหาจินตนาการได้จากที่ใด อันที่จริงจินตนาการนั้นมีอยู่รอบๆ ตัวเรานั้นเอง เราต้องฝึกมองเห็นอย่างที่คนอื่นไม่เคยเห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดินไปถนนเห็นคนชรานั่งขอทานริมถนน เราจะต้องไม่คิดว่านั้นเป็นเพียงขอทานชราคนหนึ่งเท่านั้น แต่เราจะต้องเอาขอทานชรานั้นมาผูกเป็นเรื่อง โดยอาศัยจินตนาการของเราเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะให้ขอทานนั้นเมื่อก่อนเป็นคนรวยแต่ติดการพนันจนล้มละลาย ลูกเต้าเลยไม่เหลียวแล เพราะแค้นที่ขอทานคนนั้นเอาแต่เล่นการพนันไม่สนใจคนในบ้าน สุดท้ายเลยต้องมานั่งขอทาน อะไรทำนองนี้

เห็นไหมเพียงขอทานริมถนนคนหนึ่งซึ่งคนอื่นๆ อาจจะเห็นเพียงแค่ขอทานลูกหลานไม่มี แต่เมื่อเราเอาจินตนาการของเราใส่เข้าไปผูกโยงเป็นเรื่อง ก็จะได้เรื่องๆ หนึ่งขึ้นมา

นักเขียนดังๆ หลายคนนั้นเป็นคนที่มีจินตนาการสูง เพราะพวกเขามองไม่เหมือนคนทั่วไป มองอะไรแต่ละอย่างก็ผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้ร้อยแปด แล้วเขียนมันออกมา สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ฝึกไว้คือ พยายามสังเกตหรือมองสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เก็บเกี่ยวรายละเอียดต่างๆ เอาไว้ในใจ หรือจดบันทึกเอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นมันจะช่วยงานเขียนของเราในอนาคตได้ ยามเมื่อเราจะเขียนถึงมัน สิ่งดังกล่าวที่กล่าวมานั้นเป็นองค์สำคัญในการเขียนหนังสือ เพราะหากยากจะ รวยด้วยงานเขียน แล้วจะต้องหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ

แรงบันดาลใจในการเขียนผลงาน

นักเขียนหลายๆ คนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อหรือมีชื่อเสียงน้อย ก็ล้วนแต่เคยไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียนด้วยกันทั้งสิ้น การไร้แรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เหมือนมนุษย์เรานั้นละ ทำอะไรไปนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ เมื้อยล้าบ้าง ฉะนั้นการหาแรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเราคิดจะเขียนอะไรแล้วอยู่ๆ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนขึ้นมาดื้อ ๆ ลองหยุดเขียนดูซักพัก ทางที่ดีที่สุดคือการออกท่องเที่ยว “การเดินทางเป็นหนทางของนักเขียน” นักเขียนต้องเดินทางอยู่เสมอ ไม่ว่าการเดินทางนั้นใกล้หรือไกล เดินทางไปหาสิ่งใหม่ๆ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่ระหว่างเดินทางนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเขียน ให้หยุดพักเรื่องการเขียนไว้ชั่วคราว อย่าไปคิดถึงมัน ปล่อยมันไว้เลยได้เป็นดี แล้วเราจะพบว่าระหว่างทางนั้นเราอาจจะพบเจอสิ่งอะไรใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนต่อก็เป็นได้

อีกวิธีหนึ่งเมื่อเราเขียนหนังสือหรือเรื่องอะไรซักเรื่องที่ยังไม่จบ แล้วหมดแรงบันดาลใจเสียดื้อๆ ให้เราหยุดเขียนเรื่องนั้นไปเลย ลองหันไปเขียนเรื่องอื่นๆ ดู แล้วค่อยกลับมาเขียนเรื่องเดิมที่เขียนค้างไว้ไม่จบก็ได้

นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียน หลายท่านก็ใช้วิธีนี้ นวนิยายบางเรื่องกว่าจะเขียนจบก็ใช้เวลาเป็นแรมปี เพราะเหตุผลเดียวกันนี้คือ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนต่อ จึงหยุดไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วกลับมาเขียนใหม่ อย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพล๊อตก็อยู่กับเรา ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาก็ยังอยู่กับเรา ไม่แน่ช่วงที่หยุดไปนั้นอาจจะได้ตัวละคร หรือสร้างพล๊อตใหม่ที่ต่อเนื่องจากเรื่องเดิมที่ดีก็อาจจะเป็นได้

อยากเก่งต้องกล้าเขียน

หลายคนที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่ไม่ลงมือเขียนซักทีก็คงต้องบอกว่า ก็คงได้แต่ “ฝัน” ไปวันๆ นั้นล่ะครับ และไม่เพียงแต่การเขียนหนังสือเท่านั้น อะไรก็ตามถ้าเราอยากเป็นอยากจะทำแล้ว แต่ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำ ก็คงไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาบันดาลให้ฝันเป็นจริงได้หรอกครับ นอกจากตัวเราเอง ฉะนั้นการลงมือเขียนเสียแต่เดี๋ยวนี้คือ สิ่งแรกที่คนอยากเป็นนักเขียนควรทำครับ

และเมื่อเราเขียนออกมาแล้ว เราจะต้องกล้าที่จะให้คนอื่นๆ อ่านผลงานของเรา และเราต้องกล้าที่จะยอมรับคำวิจารย์จากคนอ่าน พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีใจกว้างนั้นเอง ไม่ว่าคนอ่านคนนั้นจะเป็นพี่เรา น้องเรา เพื่อนเรา หรือแม้กระทั้งพ่อแม่ของเราเอง เพราะคำวิจารย์เหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาของงานเขียนของเรา ถ้อยคำวิจารย์นั้นเราสามารถนำมาปรับปรุงงานเขียนของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

ไม่มีนักเขียนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมา นักเขียนหลายๆ คน ที่ดังๆ สามารถสร้างรายได้ รวยจากงานเขียน ก็เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมาทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้โน้มรับคำวิจารย์อย่างยินดี ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ปรับปรุงในชิ้นงานของตน

แต่ถ้าหากคุณอายที่จะส่งงานของตนให้คนรอบตัวอ่านแล้วละก็ สมัยนี้โลกทางอินเตอร์เน็ทนั้นสามารถทำให้เราเผยแพร่งานเขียนของเราให้คนอื่นๆ อ่านได้อย่างสบายๆ มีเว็บไซต์มากมายที่เราสามารถนำเอางานเขียนของตัวเองไปลงให้คนอื่นอ่าน และมาวิจารย์งานของเรา และก็มีนักเขียนอีกมากมายเช่นกันที่ รวยด้วยงานเขียนของตนจากการนำผลงานของตนมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ท แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการเป็นนักเขียนนั้นจะต้องมีใจเป็นกลาง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และยอมรับที่จะรับฟังคำวิจารย์ ไม่ว่าคำวิจารย์นั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม การจะเป็นนักเขียนนั้นต้องกล้า กล้าที่จะเขียน และกล้าที่จะยอมรับคำวิจารณ์ครับ

อยากเป็นนักเขียนต้องรู้หลักวิชาการเขียน

โครงเรื่องในงานเขียน

เมื่อเรารู้แล้วว่าประเภทงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง สิ่งที่เราควรจะเรียนรู้ต่อไปว่าในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง หรือในนวนิยายเรื่องหนึ่งนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งถ้าเราไม่รู้เราอาจจะหลงทางได้ ทำให้เรารู้สึกเบื่อหรือหยุดเขียนไปเสียดื้น ๆ เพราะว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นมันไม่เหมือนที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรก นักเขียนที่เจนจัดในการวางโครงเรื่องนั้นจะพิถีพิถันกับจุดนี้มาก บางคนนั่งคิดโครงเรื่องเป็นวันหรืออาจจะเป็นเดือนก็มีอย่าง มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นที่รวยด้วยงานเขียนยุคหนึ่งนั้นวางโครงเรื่องได้เก่งมาก ซึ่งส่วนมากก็เอามาจากเรื่องใกล้ตัวทั้งสิ้น

อย่างที่กล่าวมาตามหัวข้อนั้นละครับ “โครงเรื่องหัวใจหลักของเรื่อง” งานเขียนเกือบทุกประเภทจะต้องมีโครงเรื่องก่อน โครงเรื่องในการสร้างงานเขียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประเภทใด เพราะโครงเรื่องจะทำให้ผู้เขียนรู้ว่าตนเองนั้นจะเขียนอะไร มีจุดมุ่งหมายอย่างไร เขียนเรื่องอะไร ประเภทไหน จนถึงจะดำเนินเนื้อเรื่องไปในรูปแบบใด และจะจบอย่างไร สรุปได้ว่าโครงเรื่องคือชุดของเหตุการณ์ที่ปรากฎอันเป็นทิศทางการดำเนิน เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งในการลำดับเรื่องราว (เล่าเรื่อง) นั้นควรจะต้องมีเหตุมีผล หรือสมเหตุสมผลต่อเนื่องกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือที่เรียกว่า “เอกภาพ” ซึ่งจำง่ายๆ ว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร กับใคร และอย่างไร” เมื่อเราวางโครงเรื่องไว้เช่นนี้แล้ว สิ่งสำคัญคือการเขียนโครงเรื่องเอาไว้นั้นก็เพื่อกันลืม และก็กันไม่ให้เรื่องของเราหลุดออกนอกกรอบที่เราได้วางเอาไว้

หลักการเขียนโครงเรื่องง่ายๆ เช่น “นายกอเดินไปตลาดสดแล้วเจอกับแฟนเก่าที่เคยคบกันมาหลายปี เธอเดินมากับผู้ชายคนใหม่ นายกอทนเห็นภาพบาดตานั้นไม่ได้ จึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง ในขณะที่นายกอกำลังจะเดินข้ามถนนนั้น นายกอก็คิดถึงแต่ความหลังของเขากับเธอทำให้นายกอใจลอย มองไม่เห็นรถที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว แล้วรถก็ชนเข้ากับร่างของนายกออย่างแรง ทำให้นายกอกระเด็นและเสียชีวิตไปในที่สุด ในระหว่างที่นายกอกำลังจะสิ้นลมหายใจนั้นเอง แฟนเก่าก็ได้เดินเข้ามาดูเหตุการณ์และเห็นว่านายกอกำลังจะจากไป” นี้คือการว่างโครงเรื่องเอาไว้แบบหยาบ ๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับการวาดรูปที่จะต้องมีการลงลายเส้นเอาไว้เบื้อแรกก่อนที่จะละลายละเอียดและสีทีหลัง

การวางโครงเรื่องหรือพล๊อตเรื่องนั้น สามารถหาได้ง่ายๆ จากสิ่งใกล้ตัว จากข่าว จากการฟังเรื่องต่างๆ ของคนใกล้ชิด หรือจากสิ่งที่เราเห็น แล้วเอามาผูกโยงใส่รายละเอียดตามที่เราต้องการ

โครงเรื่องนี้ละคือหัวใจที่สำคัญที่สุดของงานเขียน นักเขียนดีๆ ดังๆ หลายคนสามารถสร้างเรื่องได้จากสิ่งใกล้ตัวที่พบเห็นอยู่ทุกวัน ลองมองดูสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรน่าสนใจแล้วสามารถนำมาแต่งเป็นเรื่องอะไรได้บ้าง แล้วจดบรรทึกไว้ดู ไม่แน่ฝึกทำบ่อยๆ จนชำนาญ คุณอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ รวยด้วยงานเขียน อย่างเดียว คุณอาจจะรวยพล๊อตเรื่องหรือโครงเรื่องได้อีก

ตัวละคร สิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเขียน

สิ่งหนึ่งในงานเขียนที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ “ตัวละคร” ไม่ว่าเราจะเขียนเรื่องอะไรก็ตาม ตัวละครนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เพราะตัวละครคือผู้ประกอบพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในเรื่อง หรือเป็นผู้ได้รับผลจากเหตุการณ์นั้น ๆ ตัวละครนี้ไม่ได้จำกัดอยู่กับมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว ตัวละครอาจจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งคนและสัตว์ สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้

ตัวละครอาจแบ่งแยกได้เป็น 2 ลักษณะคือ

1.แบ่งตามลักษณะสำคัญของเรื่อง เช่น ตัวละครสำคัญ หรือตัวละครหลัก คือ พระเอก นางเอก ตัวร้าย ตัวละครรอง เป็นตัวละครที่มีความสำคัญน้อยกว่าตัวละครหลัก แต่มีบทบาทสนับสนุนตัวละครหลัก ตัวละครขัดแย้ง เป็นตัวละครที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวละครหลักเช่นกัน ตัวละครขัดแย้งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดปัญหา อุปสรรค และความขัดแย้งในเนื้อเรื่อง

2.แบ่งตามพฤติกรรมของตัวละคร ซึ่งเป็นแบบตัวละครคงที่ ตัวละครลักษณะนี้เป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะนิสัยคงที่ไม่เปลี่ยนตั้งแต่ ต้นเรื่องจนถึงจบเรื่อง และตัวละครซับซ่อน ตัวละครลักษณะนี้เป็นตัวละครที่มีความหลากหลาย มีความซับซ่อนทางอารมณ์ ความรู้สึก มากกว่าแบบแรก และตัวละครเช่นนี้เป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะความเป็นมนุษย์มากกว่า

เราจะหาตัวละครได้จากไหน? เป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายมาก ๆ คือเราก็หาเอาจากคนใกล้ตัวเรานั้นละ ไม่ว่าจะเป็นพี่ น้อง เพื่อน พ่อ แม่ ครู หรือเพื่อนบ้าน ทุกคนที่เรารู้จักนั้นเราสามารถนำมาเป็นตัวละครได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องฝึกก็คือ ต้องจดจำบุคลิก ลักษณะนิสัย รวมถึงสรีระของคน ๆ นั้นไว้ เพื่อนำมาประกอบในงานเขียน เราอาจจะจดบันทึกเอาไว้ก็ได้ว่า เพื่อนเราคนนี้มีนิสัยอย่างไร ชอบใช้คำอะไรติดปาก ชอบกินอะไร ขี้โมโหหรือเปล่า สูง ขาว ผอม อ้วน ฯลฯ เพราะเวลาเรามาอธิบายในงานเขียนแล้วเราจะได้นำมาใช้โดยไม่ติดขัด

มีนักเขียนมากมายที่หยิบเอาบุคลิกลักษณะญาติพี่น้องของตัวเองมาสร้างเป็นตัวละคร เพราะทำให้สามารถเขียนได้ง่าย เหมือนดั่งว่าเรารู้จักตัวละครนั้น ๆ เป็นอย่างดี ยิ่งเราเก็บรายละเอียดของคนที่รู้จักได้มากเท่าไร ก็ทำให้เรามีตัวละครมากขึ้นเท่านั้น เพราะแต่ละคนก็มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันออกไป และเมื่อเรามีตัวละครมากขึ้น ก็ทำให้เราสามารถเขียนหนังสือได้เยอะขึ้น แน่นอนทำให้เราสามารถรวยด้วยงานเขียนในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วยครับ

บทสนทนาในงานเขียน

ในการเขียนเรื่องนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุดแต่ก็ไม่ง่ายเลยนั้นก็คือ “บทสนทนา” ซึ่งบทสนทนานั้น คือถ้อยคำในการพูดหรือสนทนาของตัวละครในเรื่อง ซึ่งมี 2 ตัวละครขึ้นไป หรืออาจจะให้ตัวละครสนทนากับตนเองก็ได้ บทสนทนาควรจะอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ “…” และวิธีการโต้ตอบของตัวละครความจะแยกกันไว้คนละบรรทัด

การเขียนบทสนทนานั้นก็ควรจะเขียนไปตามพฤติกรรมของตัวละคร เหมือน ๆ กับที่เราพูดคุยกับคนอื่น ๆ ชีวิตประจำวันนั้นล่ะ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะใช้การบรรยายพฤติกรรมของตัวละครเพิ่มไปข้างท้ายก็ได้เช่น

“กูว่าสิ่งที่มึงทำนั้นมันผิดจริง ๆ ใครจะรับมึงได้ก็เรื่องของมึง ส่วนกูกูรับไม่ได้” ชาติชัยตะคอกใส่หน้าเพื่อนอย่างหัวเสียก่อนที่จะเดินจากไป
ที่ยกตัวอย่างมานี้คือคำพูดที่คนทั่วไปใช้กันในยามโกรธ โดยการเน้นบรรยายข้างท้ายนั้นคือการบ่งบอกอารมณ์ระดับความรู้สึกต่อเหตุการณ์ของตัวละครว่าอยู่ในระดับไหน

เคยมีนักเขียนท่านหนึ่งที่เขียนหนังสือจนรวยด้วยงานเขียน เพราะหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมานั้นถูกนำไปสร้างเป็นละครโด่งดังมากมาย เคยกล่าวไว้ว่า การฝึกในการเขียนบทสนทนาให้ได้ดีนั้นควรดูจากละครหรือภาพยนตร์ เพราะบทภาพยนตร์นั้นต่างจากงานเขียนตรงที่ไม่มีการ “พรรณนาโวหาร” หรือ “การบรรยายฉาก” เพราะภาพยนตร์จะใช้ภาพเป็นตัวบรรยายแทน แต่ที่เหมือนกันนั้นก็คือ “บทสนทนา” ที่จะต้องมี ลองดูอารมณ์ตัวละครในขณะที่พูด ณ ตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร รวมถึงพฤติกรรมของตัวละครที่ส่งผลถึงคำพูดด้วย ถ้าหากเราฝึกการมองจากบทภาพยนตร์มาก ๆ แล้ว บทสนทนาในงานเขียนก็ไม่ยากจนเกินไป

มุมมองการเล่าเรื่องของนักเล่าเรื่องที่ดี

การเล่าเรื่องนั้นนอกจากจะมีองค์ประกอบที่กล่าวมาแล้วนั้น เรื่องของมุมมอง หรือกลวิธีการเล่าเรื่องนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งมุมมองที่ว่านี้ก็คือ เมื่อผู้เขียนจะลงมีเขียนผู้เขียนควรจะกำหนดไว้ก่อนว่าจะให้ใครในเรื่องเป็นผู้เล่าเรื่อง โดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 กลวิธีการเล่าดังนี้

1.ตัวละครใดหรือตัวละครหนึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง โดยตัวละครผู้เล่าในลักษณะนี้จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 เช่น ฉัน ข้า ผม ข้าพเจ้า เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง กลวิธีการเขียนในลักษณะนี้ค่อนข้างจะง่าย และเป็นกลวิธีการเขียนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเขียน

2.ผู้เขียนเป็นผู้เล่าเอง ลักษณะการเขียนแบบนี้ค่อยข้างจะยาก และแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ เขียนเป็นผู้เล่าแบบรู้แจ้ง คือผู้เขียนล่างรู้ทุกสิ่งของตัวละครทุกตัว ทั้งพฤติกรรม นิสัย บุคลิก ลักษณะ ท่าทาง รู้แม้กระทั่งความลับและความในใจของตัวละคร อีกลักษณะการเขียนคือ ผู้เขียนเขียนโดยล่วงรู้ถึงตัวละครหลักเพียงตัวเดียว แต่จะไม่ล่วงรู้ถึงสิ่งต่างๆ ของตัวละครอื่นๆ ส่วนมากการเขียนในลักษณะนี้จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 เช่น เธอ หล่อน เขา หรือใช้ชื่อของตัวละครแทนก็ได้

3.เล่าโดยกระแสจิตประหวัด เป็นการเล่าเรื่องแบบบักทึกความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร กลวิธีการเขียนในลักษณะนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นกลวิธีการเขียน “แนวจิตสำนึก”

4.เล่าโดยการผสมผสานทุกวิธี โดยใช้กลวิธีการเล่าเรื่อง่านกลวิธีทั้งสองวิธี เช่น การเล่าเรื่องโดยผ่านมุมมองบุรุษที่ 1 และ มุมองบุรุษที่ 3 ในเรื่องเดียวกัน หากเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ อยากจะแนะนำให้หัดเขียนในแบบมุมมองของบุรุษที่ 1 ก่อน ซึ่งมุมมองการเขียนแบบนี้นั้น เหมือนกับการเขียนจากความคิดของเราเองล้วนๆ หรือเขียนบันทึกประจำวันนั้นล่ะ เพราะมันง่ายต่อการเขียนและง่ายต่อการควบคุมเรื่องที่เราจะเขียนอีกด้วย

งานเขียนเล่มหนึ่งที่อยากให้ลองอ่านดู เพราะใช้การเขียนแบบมุมมองบุรุษที่ 1 ได้เป็นอย่างดีคือ “ลับแลแก้งคอย” ของคุณอุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่สามารถเขียนได้หลายแนวจนปัจจุบันรวยด้วยงานเขียนไปแล้วนั้น งานชิ้นนี้เป็นนวนิยายที่เขียนจากมุมมองบุรุษที่ 1 ล้วนๆ คล้ายงานบันทึกอัตชีวประวัติของตัวเอกของเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถได้อรรถรสร่วมไปกับตัวละครได้ไม่ยาก ซึ่งหากเราชำนาญการเขียนด้วยมุมมองบุรุษที่ 1 แล้วเราจึงลองเขียนมุมมองอื่นๆ ดู

บรรยากาศ ฉาก ในงานเขียนต้องพรรณาให้ถึงอารมณ์

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ภาพยนตร์หรือละครมีส่วนต่างกับเรื่องแต่งตรงที่ ภาพยนตร์ไม่มีการบรรยายฉากหรือบรรยากาศ โดยภาพยนตร์จะใช้ตัวละครหรือภาพเป็นตัวบรรยายเอง ฉากและบรรยากาศ รวมถึงสถานที่ สิ่งแวดล้อมที่ตัวละครอยู่ หรือเหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้น ฉากและบรรยากาศนี้อาจจะเป็น สถานที่ตั้ง อาชีพ การดำรงชีวติของตัวละคร เวลา ยุค วัน เดือน ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมของตัวละคร

การบรรยายฉากและบรรยากาศนั้นก็เหมือนกับการที่เราจดจำบุคลิกของตัวละคร ที่นำมาจากคนใกล้ชิดนั้นละ หมายถึง เราจะต้องเอาจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดมาบรรยาย หรืออย่างน้อยเราจะต้องเคยไปหรือเห็นสถานที่แห่งนั้นมาก่อน เราถึงจะบรรยายฉากหรือบรรยากาศได้ดี แต่ก็มีนักเขียนที่เขียนแนวย้อนยุคดังๆ หลายคนที่ รวยด้วยงานเขียน นั้น อาจจะไม่เคยเห็นเลยว่าคนสมัยก่อนอยู่กินกันอย่างไร หรือมีสภาพแวดล้อมเช่นไร แต่ทำไมถึงสามารถเขียนหนังสือออกมาได้ ที่พวกเขาสามารถเขียนได้นั้นก็มาจากการค้นคว้าหาความรู้จากเอกสารวิชาการ หรืออาจจะไปเดินดูที่พิพิธภัณฑ์ที่เขาจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ และจดจำเอาไว้ก่อนจะนำมาใส่ในรายละเอียดของเรื่อง

แต่ถ้าหากเริ่มเขียนก็ควรจะเขียนในยุคที่ใกล้ตัวที่สุด เพราะมันง่าย และจะทำให้คนอ่านนั้นจับผิดในงานเขียนของเราได้ยาก ซึ่งถ้าหากเราไม่มีความชำนาญในงานเขียนแล้วละก็ คนอ่านสามารถรู้ได้เลยว่าเรารู้จริงหรือไม่ ซึ่งนั้นก็จะทำให้นักอ่านไม่ยอมรับผลงานของเรา และสิ่งที่เราฝันไว้ว่าจะรวยด้วยงานเขียน ก็เป็นอันจบไป

เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำในการเขียนฉากหรือบรรยากาศคือ เมื่อเรานั่งพักผ่อนหรือเดินทางไปไหน เราเห็นอะไรก็ลองบรรยายสิ่งที่เราเห็นในใจ เช่น คุณกำลังนั่งกินกาแฟอยู่ในร้านริมถนนก็ลองบรรยายสภาพทั่วไปที่เห็นออกมาเช่น “ท้องถนนของยามสายในวันนี้รถดูแน่นไปหมด แม้ว่าจะเป็นวันหยุดก็ตาม ทำให้ความรู้สึกของนทีที่ขุ่นมัวอยู่ ยิ่งขุ่นมัวมากขึ้นไปอีก และดูเหมือนจะมากกว่าความขุ่นมัวของควันรถบนท้องถนนเสียอีก” นี้คือตัวอย่างหนึ่งที่เราบรรยายบรรยาศการจากสิ่งที่เห็นในขณะที่นั่งจิบกาแฟอยู่

เป็นอันว่าองค์ประกอบในงานเขียนเรื่อง ๆ หนึ่งก็มีเท่านี้ คุณจะเป็นนักเขียนที่ดีไม่ได้เลยหากไร้ซึ่งการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอครับ

เขียนอย่างไรให้หนังสือขายดี

สิ่งที่ต้องโฟกัส และให้ความสำคัญ ก็คือเมื่อหนังสืออกสู่ตลาด เราควรได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี ซึ่งนั่นก็คือขายดีนั่นเอง ส่วนหนังสือที่จะขายดีได้นั้นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ ๆ ได้ดังนี้

1. หนังสือมีเนื้อหาดี คือ เนื้อหาของหนังสือเล่มนั้นสามารถตอบโจทย์ผู้อ่านได้อย่างโดนใจ แก้ไขปัญหาให้ผู้อ่านได้อย่างแท้จริง หากเป็นหนังสือแนว How To เมื่อผู้อ่านอ่านจบ ต้องสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้สำเร็จจริง
2. ส่วนหน้าดี คือ เนื้อหา 10 หน้าแรกจูงใจให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกที่จะอ่านต่อไปในหน้าใน เนื้อหาของหนังสือสามารถกระตุ้น และจูงใจให้ผู้อ่านอยากติดตาม หรือที่เรียกว่า อ่านแล้ววางไม่ลง
3. สารบัญตอบโจทย์ คือ ในส่วนของสารบัญมีการเชื่อมโยง เรียงลำดับ เนื้อหามีขั้นมีตอน เป็นเหตุเป็นผล เรียงร้อยสอดคล้องชี้ประเด็นอย่างลื่นไหล อ่านเพียงสารบัญก็สามารถพอรู้ว่าหนังสือกำลังสื่อสารอะไร ตอบโจทย์ผู้อ่านอย่างไร
4. ฐานกลุ่มผู้อ่านกว้าง คือ เนื้อหาของหนังสือตอบโจทย์ผู้อ่านในฐานกว้างทั้งเพศ อายุ อาชีพ หากมีความหลากหลายมากพอ โอกาสขายดีมีรายได้สูงก็มีมาก

วิธีส่งผลงานเขียนไปสํานักพิมพ์หรือนิตยสาร

วิธีหาที่ตีพิมพ์ผลงานในงานเขียน

หลังจากที่เรารู้แล้วว่างานเขียนนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และแบ่งเป็นกี่ประเภท หลายคนคงพอเข้าใจแนวทางการเขียนขึ้นมาบ้างแล้ว ต่อจากบทนี้ไปก็จะเป็นเรื่องของการนำเสนอผลงานออกเผยแพร่ แน่นอนไม่มีใครหรอกที่เขียนออกมาเป็นเรื่องๆ แล้วอยากจะเก็บเอาไว้อ่านคนเดียว ทุกคนก็อยากจะแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้อ่านกันทั้งนั้น ซึ่งนอกจากจะได้แบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านแล้ว ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จากงานเขียนจนถึงขั้นรวยด้วยงานเขียนก็เป็นได้

ทุกคนคงเคยเปิดนิตยสารกันมากมากบ้างน้อยบางตามแต่โอกาส ในนิตยสารเล่มหนึ่ง ๆ นั้นจะประกอบไปด้วยคอลัมน์ต่างๆ ทั้งคอลัมน์ประจำและไม่ประจำ นอกจากนั้นยังมีเรื่องสั้น นิยาย บทกวี และสารคดี รวมอยู่ในนิตยสารเล่มเดียวกันนั้นด้วย เคยสงสัยไหมว่าเรื่องเหล่านั้นมาจากไหน? แน่นอนไม่มีนักเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี หรือสารคดีประจำนิตยสารหรอก ส่วนมากมาจากนักเขียนส่งมาเพื่อให้บรรณาธิการพิจารณาตีพิมพ์ทั้งนั้น

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไงละว่าที่ไหนรับเรื่องสั้นและงานเขียนอื่นๆ บ้าง มีหลายวิธีที่จะรู้บางครั้งดูจากหน้าเคดิสผู้จัดทำของนิตยสาร ถ้าหากรับพิจารณาต้นฉบับงานเขียนทางนิตยสารมักจะเขียนไว้เสมอๆ ประมาณว่า “รับพิจารณาต้นฉบับจากทางบ้าน” แต่หากไม่เขียนไว้ละ ก็มีอีกวิธีหนึ่งคือโทรฯ ไปสอบถามที่กองบรรณาธิการนิตยสารเล่มนั้นๆ โดยตรงเลยไม่ต้องอาย เพราะทางนิตยสารยินดีที่จะบอกอยู่แล้ว

เมื่อเรารู้แล้วว่านิตยสารนั้นๆ เปิดรับพิจารณาต้นฉบับงานเขียนจากทางบ้าน เราก็มองดูว่างานเขียนที่เราเขียนอยู่นั้นเหมาะกับนิตยสารเล่มนั้นๆ หรือไม่ เช่นหากเรามีเรื่องสั้นที่เขียนเกี่ยวกับความรักล้วนๆ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแนววัยรุ่นหรือวัยหวาน เราควรจะหานิตยสารเกี่ยวกับวัยรุ่น ไม่ใช่ส่งไปนิตยสารการเมืองที่รับพิจารณาเรื่องสั้นแนวหนักๆ เช่นกันหากเรามีสารคดีอยู่เรื่องหนึ่งเราก็ลองเปิดดูว่ามีนิตยสารไหนมีคอลัมน์เกี่ยวกับสารคดีบ้าง เราก็ส่งผลงานของเราไปให้ทางนิตยสารเล่มนั้นๆ ตีพิมพ์

ก่อนที่เราจะส่งผลงานทุกครั้ง จะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือหรือนิตยสารเล่มนั้นๆ เสียหน่อยว่าเขารับพิจารณางานเขียนแนวหรือประเภทไหน เพราะหากงานเขียนเราดีมากเพียงใด แต่ไม่ตรงกับนิตยสารนั้นๆ เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ตีพิมพ์ครับ งานเขียนของคุณต้องไปในที่ๆ ควรจะอยู่ครับ

วิธีการส่งต้นฉบับงานเขียนไปที่นิตยสารต่างๆ

คราวที่แล้วได้บอกถึงวิธีการดูหรือหานิตยสารที่จะรับตีพิมพ์ผลงานจากทางบ้านไปแล้ว บทนี้ก็จะว่าด้วยเรื่องวีธีส่งต้นฉบับไปลงนิตยสารต่าง ๆ ว่ามีขั้นตอนและวิธีอย่างไร มีกฎ กติกา มารยาทแบบใดบ้าง เพราะขั้นตอนนี้ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ควรจำในการส่งต้นฉบับมีดังนี้

เรื่องคำผิด สมัยก่อนนั้นนักเขียนมักจะเขียนเป็นลายมือหรือย่างดีก็พิมพ์ดีด ฉะนั้นเมื่อมีการเขียนผิดก็ต้องมีการลบบ้างแก้ไขบ้าง ทั้งยางลบหรือน้ำยาลบความผิด ทว่าสมัยนี้นั้นเป็นคอมพิวเตอร์และปริ๊นออกมา โอกาสที่จะมีคำผิดนั้นน้อยมากๆ ฉะนั้นพยายามตรวจทานให้ดีก่อนจะปริ๊นออกมา ต้นฉบับต้องสะอาดเป็นระเบียบ จัดซ้ายขวาให้ดี ใส่เลขหน้าด้วย บรรณาธิการที่อ่านต้นฉบับบางแห่งจะถือกับเรื่องเหล่านี้มาก ผิดไม่กี่คำไม่เป็นไร แต่ผิดทุกย่อหน้าหรือผิดมากไปต้นฉบับเราก็อาจจะมีสิทธิ์ลงตะกร้าได้ง่าย ๆ

อย่าตีตัวเสมอญาติ ในการส่งเรื่องผลงานไปให้บรรณาธิการนิตยสารต่างๆ พิจารณานั้นนอกจากส่งผลงานไปแล้วยังต้องมี “ใบปะหน้า” หรือ “ใบนำเสนอ” ไปด้วยหนึ่งใบ เพื่อให้บรรณาธิการรู้ว่าเราส่งอะไรไป ทางบรรณาธิการจะได้ส่งไปให้เจ้าหน้าที่ได้ถูก ที่ว่าอย่าทำเสมอญาตินั้นคือ หากเรารู้จักหรือไม่รู้จักบรรณธิการก็ไม่สมควรจะจะเรียกแบบกันเองเช่น

“สวัสดีค่ะคุณอา…… หรือ สวัสดีครับคุณลุง….”

อะไรแบบนี้ เป็นการเสียมารยาท บรรณาธิการบางท่านอาจจะไม่อ่านผลงานของเราเลยก็ได้ ควรจะเขียนแบบเคารพนับถือว่า

“เรียนบรรณาธิการนิตยสาร…..ที่เคารพ”

ซึ่งดูจะเหมาะสมกว่า

รายละเอียดต้องมี ในใบปะหน้าที่กล่าวไปแล้วนั้นควรจะใส่รายละเอียดเท่าที่มีเกี่ยวกับงานของเราและตัวเราลงไปด้วยเช่น ผลงานประเภทอะไร กี่ชิ้น ชื่อผลงาน ชื่อ-นามสกุลจริง นามปากกาที่ใช้ ที่อยู่ และที่ขาดไม่ได้คือหมายเลขบัญชีธนาคารกรณีที่ผลงานของเราผ่านการพิจารณาได้ตีพิมพ์ เพราะจะลดขั้นตอนในการติดตาม บางแห่งที่กองบรรณาธิการมีงานเยอะอาจจะไม่ติดตามเลยด้วยซ้ำ เราเป็นคนที่จะต้องไปติดตามและแจ้งหมายเลขบัญชีแก่เขาเอง

ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนักเขียนใหม่นั้น มักจะข้ามหรือละเลยขั้นตอนนี้ไปเยอะ อย่าคิดว่ามันไม่สำคัญ เพราะการจะเป็นนักเขียนอาชีพ รวยด้วยงานเขียน แล้วละก็กฎ กติกา มารยาทเป็นสิ่งสำคัญครับ

วิธีการส่งต้นฉบับงานเขียนไปสำนักพิมพ์ต่างๆ

ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึงเรื่องการส่งผลงานไปตามนิตยสารต่าง ๆ แล้ว มาบทนี้ขอพูดถึงเรื่องการส่งไปที่สำนักพิมพ์บ้าง การส่งผลงานไปให้ทางสำนักพิมพ์พิจารณานั้นยากกว่าการส่งไปให้ทางนิตยสารพิจารณามาก ซึ่งต้นฉบับที่เรามีต้องสมบูรณ์ ตรวจแก้ไขคำผิดให้ดี ถึงแม้ว่าทางสำนักพิมพ์จะมีคนทำหน้าที่พิสูจน์อักษรก็ตาม ซึ่งการส่งผลงานในแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามนี้

เรื่องสั้น การส่งผลงานไปสำนักพิมพ์นั้นถ้าเป็นเรื่องสั้นต้องไม่ควรต่ำกว่า 8 เรื่องหรือรวมๆ แล้วประมาณ 80 หน้ากระดาษเอสี่ มีใบแสดงรายละเอียดว่าผลงานของเราเคยตีพิมพ์ที่นิตยสารใดมาบ้าง ฉบับที่เท่าไร พร้อมประวัติส่วนตัวแบบย่อแนบประกอบไปด้วย ส่วนใบปะหน้านั้นไม่จำเป็นต้องใส่หมายเลขบัญชี แต่ต้องใส่รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราให้ครบ ที่อยู่ เบอร์โทรฯ ต่างๆ เหล่านี้ละเลยไม่ได้เด็ดขาด

นิยาย การส่งนิยายก็คล้ายๆ กับส่งเรื่องสั้นนั้นละ แต่ต่างกันตรงที่ควรจะมีเนื้อเรื่องอย่างย่อแนบไปด้วย การเขียนเนื้อเรื่องอย่างย่อก็แบบเดียวกับการเขียนรีวิวหนังตามที่เคยเห็นในหนังสือพิมพ์นั้นเองว่า ตัวละครเป็นอย่างไง ใครพระเอก ใครนางเอก จุดขัดแย้งของเรื่องอยู่ที่ไหน แก่นเรื่องคืออะไร โดยรวมคือดึงเอาความน่าสนใจของเรื่องที่เราเขียนออกมาแบบย่อให้กับทางบรรณาธิการได้อ่าน ซึ่งถ้าหากเขียนบทย่อได้น่าสนใจบรรณาธิการก็จะลงมืออ่านต้นฉบับๆ เต็ม นิยายที่ส่งไปนั้นก็ไม่ควรจะสั้นมากนักไม่ควรต่ำกว่า 80 หน้ากระดาษ A 4

บทกวี การส่งบทกวีก็เช่นเดียวกับเรื่องสั้นนั้นเอง ผลงานที่จะรวมเล่มเป็นบทกวีได้ก็ไม่ควรต่ำกว่า 50 ชิ้น ไม่ว่าจะกลอนเปล่าหรือกลอนฉันทลักษณ์

สารคดี สารคดีก็เช่นกันเราจะต้องเจาะจงไปเลยว่าสารคดีที่เราเขียนนั้นเป็นสารคดีประเภทใด เพราะสารคดีมีหลายประเภท ทั้งสารคดีท่องเที่ยว สารคดีเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ สารคดีเดินป่า แบ่งหมวดหมู่และหัวข้อให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือรูปภาพ และรูปภาพนั้นจะต้องตั้งชื่อให้หมดว่ารูปนั้นชื่ออะไร แต่ไม่ต้องปริ๊นหรือล้างรูปส่งไปให้บันทึกใส่แผ่นซีดีไปต่างหาก

การส่งต้นฉบับไปสำนักพิมพ์เพื่อให้พิจารณาร่วมเล่มนั้น จะต้องอาศัยระยะเวลาและการอดทนในการรอผล ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือจะต้องรู้กฎ กติกา มารยาทอย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว อีกอย่างคือความสะอาดและเป็นระเบียบของต้นฉบับด้วย เมื่อเราสามารถทำได้ดังนี้แล้วการจะได้พิจารณาร่วมเล่มกับสำนักพิมพ์หรือการก้าวไปสู่บันไดของ รวยด้วยงานเขียน ก็อยู่ไมไกลเกินเอื้อม

ความอดทนคือก้าวแรกของความสำเร็จ

การส่งต้นฉบับไปยังนิตยสารและสำนักพิมพ์พิจารณานั้นจะต้องมีระยะเวลา ซึ่งระยะเวลาในการพิจารณานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง แต่จะแยกเป็น 2 ประเภทคือ

ระยะเวลาการส่งผลงานให้นิตยสารพิจารณา ตามแผงหนังสือเราจะเห็นว่ามีนิตยสารหลายประเภทมากมาย และแต่ละนิตยสารก็มีเวลาในการออกจำหน่ายที่แตกต่างกันไป เช่น นิตยสารรายสัปดาห์นั้นจะออกทุกวันศุกร์ นิตยสารรายปักษ์ก็จะออกทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน นิตยสารรายเดือนก็จะออกทุกต้นเดือนของทุกเดือน ฉะนั้นระยะเวลาในการพิจารณาก็จะแตกต่างกันไป นิตยสารรายสัปดาห์นั้นจะมีระยะเวลาพิจารณาระหว่าง 1 – 3 เดือน นิตยสารรายปักษ์จะมีระยะเวลาพิจารณาระหว่าง 3 – 6 เดือน นิตยสารรายเดือนนั้นจะมีระยะเวลาพิจารณาระหว่าง 6 – 8 เดือน เราจะเห็นว่าการพิจารณานั้นแตกต่างกันมาก

ส่วนการส่งผลงานให้สำนักพิมพ์พิจารณานั้นจะอยู่ที่ขั้นต่ำ 3 เดือน ถึง 1 ปี แล้วแต่ว่าสำนักพิมพ์นั้นได้วางกำหนดในการออกหนังสือปีละกี่เล่ม

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วความอดทนรอเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากครับ ระหว่างที่รอพิจารณาอยู่นั้นเราก็สร้างผลงานชิ้นใหม่ต่อไป อย่าไปพะวงว่างานเราจะผ่านหรือไม่ผ่าน หากไม่ผ่านเราก็เอาไปส่งที่อื่นได้ไม่มีปัญหา และที่สำคัญนิตยสารจะไม่ตอบหรือบอกเราว่าผ่านหรือไม่ แต่เราจะรู้ได้อย่างไง? ก็รู้จากระยะเวลาที่กล่าวไปแล้วนั้นเอง ส่วนสำนักพิมพ์ละเราจะรู้ได้ไง สำนักพิมพ์นั้นเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งคือ 3 เดือนแล้วไม่ได้รับการตอบรับจากบรรณิการเราสามารถโทรไปสอบถามได้ แต่นิตยสารไม่สมควรจะโทรไปสอบถามต้องระยะเวลาเท่านั้นเป็นตัวตัดสิน

ทว่าเรารอไม่ได้ละจะทำอย่างไง? จะสามารถส่งไปหลาย ๆ สำนักพิมพ์หรือหลาย ๆ นิตยสารพร้อมกันได้หรือไม่? ขอตอบตรงนี้เลยว่าไม่ได้เด็ดขาด เพราะเป็นมารยาทที่รู้จักกันดีในแวดวงในเรื่องการส่งผลงานที่เรียกว่า “ซ้ำซ้อน” แต่ถ้าหากเราไม่ยากรอละจะทำอย่างไง? ถ้าหากเรารอไม่ได้ให้ทำการ “ถอนเรื่อง” จากนิตยสารหรือสำนักพิมพ์นั้น ๆ โดยส่ง email หรือจะเป็นจดหมาย หรือจะโทรศัพท์ไปบอกกล่าวกับบรรณาธิการนิตยสารหรือสำนักพิมพ์นั้น ๆ เสียว่า “ขอถอนเรื่อง….” เท่านี้ก็เป็นอันจบ แต่เมื่อเราขอถอนเรื่องแล้ว เราก็จะได้ต้นฉบับคืน

การเขียนหนังสือนั้นนอกจากจะใช้ความชำนาญทางภาษาและอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่สำคัญคือความอดทนต่อการรอตีพิมพ์ เพราะนี้คือบมทดสอบว่าคุรจะสามารถ รวยด้วยงานเขียนได้หรือไม่

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับบทความ วิธีส่งผลงานเขียนไปสํานักพิมพ์หรือนิตยสารที่รับพิจารณาต้นฉบับงานเขียน หวังว่าจะทำให้ท่านสนใจหารายได้จากเขียนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้นะครับ

รายได้ของนักเขียนเมื่อผลงานได้ถูกตีพิมพ์

รายได้ของผลงานเราจากสำนักพิมพ์

บทนี้จะเป็นการพูดถึงรายได้ของนักเขียนจากการเขียนหนังสือล้วน ๆ นักเขียนที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถรวยด้วยงานเขียนมีมากมาย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้พวกเขาเหล่านั้นก็ผ่านการเป็นนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งมีรายได้น้อย ๆ ทั้งสิ้น

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยแล้วใช่ไหมว่ารายได้จากการเขียนเรื่องสั้นซักเรื่อง บทกวี หรือนิยายนั้นตามหน้านิตยสารเขามีรายได้กันเท่าไร ซึ่งตอบได้ว่าไม่แน่แล้วแต่นิตยสาร บางนิตยสารให้มาก บางนิตยสารให้น้อย และรายได้ก็ตามแต่ละประเภทของผลงานอย่าง เรื่องสั้นนั้น นิตยสารที่เห็นตามแผงทั่วไปอยู่ที่ 1,200 – 3,000 บาทต่อหนึ่งเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่านิตยสารนั้น ๆ มีทุนเยอะขนาดไหน และสมมุติว่าเราเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งมีขนาดยาว แล้วทางนิตยสารลงให้เป็นสามตอนหรือสามฉบับละเราจะได้เท่าไร? เราก็จะได้เพิ่มขึ้นไปอีก เช่น เรื่องสั้นของเราลงนิตยสารไป 3 ตอน 3 ฉบับ ทางนิตยสารจ่ายค่าเรื่องสั้นเรื่องละ 1,500 บาท เมื่อได้ลง 3 ฉบับก็เอา 3 คูณเข้าไปก็คือ 1,500 คูณ 3 ก็เท่ากับ 4,500 บาท บทกวี บทกวีนั้นจะน้อยกว่าเรื่องสั้น เช่นเรื่องสั้นอยู่ที่ 1,500 บาท บทกวีจะอยู่ที่ 1,000 – 800 บาท ต่อหนึ่งชิ้น ส่วน นิยาย นั้นอยู่ที่ 1,000 – 3,000 บาทต่อตอน อันนี้ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของนักเขียนเองด้วย

การจ่ายเงินของนิตยสารนั้นก็มีระยะเวลาต่างกันไป แต่ส่วนมากจะจ่ายหลังจากหนังสือวางแผงไปแล้วหนึ่งเดือน การจ่ายนั้นก็จ่ายโดยการโอนเงินเข้าบัญชีที่เราเขียนแนบไปในตอนส่งต้นฉบับนั้นละ แต่ก็มีนิตยสารบางฉบับที่จ่ายช้าคือตั้งแต่ 2 เดือน ถึง 3 เดือนก็มี

แล้วจะถูกหักภาษีไหม? ถูกหักครับแต่ไม่มาก เช่นเรื่องละ 1,500 บาทก็ถูกหักภาษีประมาณ 50 บาท สรุปนักเขียนจะได้ 1,450 บาทนั้นเอง รายได้ที่เขียนเอาไว้นี้แม้มันจะดูน้อย แต่หากเราเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้วก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งบางนิตยสารอาจจะเชิญให้เราไปเขียนคอลัมน์ประจำตามแต่เราถนัดก็ได้ ฉะนั้นอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วนั้นคือเป็นนักเขียนต้องอดทน ทั้งต้องอดทนต่องานเขียน และอดทนต่อรายได้ที่จะได้รับ แต่เชื่อเถอะว่าหากเราเอาจริงเอาจังและอดทนได้ในระดับหนึ่งแล้วเราก็จะรวยจากงานเขียน ได้ไม่ต่างกับนักเขียนอื่นๆ

รายได้ของผลงานเราจากสำนักพิมพ์ตอนที่แล้วพูดถึงรายได้ของงานเขียนของเราจากนิตยสาร บทนี้จะว่าด้วยรายได้ของเราจากสำนักพิมพ์บ้าง ซึ่งมีหลายแบบทั้งแบบมาตรฐานและไม่มีมาตรฐานหรือเรียกง่าย ๆ ว่าเอาเปรียบนักเขียนนั่นเอง

สำนักพิมพ์เมื่อตกลงพิมพ์งานของเราแล้ว จะมีการเซ็นสัญญา และจ่ายค่า“ลิขสิทธิ์” ให้แก่เรา ซึ่งระยะเวลาการจ่ายเงินนั้นไม่เท่ากัน บางแห่งจ่ายหลังจากหนังสือวางแผน 30 วัน บางแห่งแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตั้งแต่ 3 – 6 เดือน บางแห่งก็จ่ายทั้งทีหลังจากที่เซ็นสัญญา แล้วรายได้ละมันเท่าไร? โดยมาตรฐานเลยคือ 10% ของราคาปกคูณด้วยยอดพิมพ์ หมายถึงหากหนังสือของเราราคา 100 บาท 10% คือ 10 บาท หนังสือเราพิมพ์ 1000 เล่ม ก็คือ 10 คูณด้วย 1,000 เท่ากับ 10,000 บาท แต่ก็มีบางสำนักพิมพ์ที่ทุนไม่มากนักก็จะจ่ายแค่ 8% ซึ่งหากเราเข้าใจก็พอจะรับได้

แต่สำนักพิมพ์บางแห่งก็จ่ายแบบไม่มีมาตรฐานหรือเอาเปรียบนักเขียนก็มี แล้วมันเป็นอย่างไรละ? สมุมติว่าตกลงจะพิมพ์หนังสือของเราทางสำนักพิมพ์จะจ่าย 10% ก็จริง แต่จะจ่ายในลักษณะจ่ายตามยอดขาย คือ หนังสือของเราราคา 100 บาท จ่าย 10% ก็เท่ากับ 10 บาท จ่ายตามยอดขายก็คือ หนังสือเราขายได้เท่าไรก็จ่ายเท่านั้น ถ้าหนังสือเราวางแผนแล้วเดือนแรกหนังสือของเราขายได้ 5 เล่ม ก็เท่ากับ 5 คูณ 10 บาท ซึ่งก็จ่ายให้เราเป็นเงิน 50 บาทนั้นเอง แบบนี้เห็นมีหลายสำนักพิมพ์ โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่ทุนไม่สูง และมักจะหากินกับนักเขียนที่ยังไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์มาก่อน พอเห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจพิมพ์งานของตนก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดดีพอจึงตกลงเซ็นสัญญาไป ปรากฏว่าเป็นการจ่ายตามยอดขาย ซึ่งการจ่ายแบบนี้กว่าเราจะได้เงินก็ช้า เพราะหนังสือของเราไม่ได้ขายดี ขายได้เดือนละสามสี่เล่มก็ได้แค่ 30 – 40 บาทเท่านั้นเอง

อีกแบบซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำเช่นกัน แต่แบบนี้เป็นการตกลงใจของทั้งสองฝ่ายคือจ่ายแบบ “เหมาจ่าย” วิธีนี้เมื่อเราเสนองานไปผ่านการพิจารณาสำนักพิมพ์ตอบตกลงว่าจะพิมพ์ แต่จะจ่ายแบบเหมาจ่ายไปตามราคาเช่น 15,000 – 25,000 บาท วิธีการจ่ายแบบนี้ยังดีกว่าการจ่ายแบบจ่ายตามยอดขาย เพราะนักเขียนก็ได้รับเงินเป็นก้อน ไม่ต้องไปรอรับแต่ละเดือนด้วยเงินเพียงน้อยนิด

การจ่ายเงินของสำนักพิมพ์โดยหลัก ๆ แล้วจะจ่ายเป็นสามแบบอย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่มาตรฐานที่สุดคือการจ่ายแบบแรก เพราะทำให้นักเขียนและสำนักพิมพ์ไม่เสียเปรียบซึ่งกันและกัน ถ้าคิดจะ รวยด้วยงานเขียน แล้วละก็ก่อนที่จะเซ็นสัญญาพิมพิ์หนังสือควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงินให้ดีก่อนครับ

ข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์งานเขียนและการตีพิมพ์ใหม่

บทความที่แล้วได้กล่าวถึงการตีพิมพ์งานเขียนกับสำนักพิมพ์ไปแล้ว ซึ่งได้กล่าวถึงการเซ็นสัญญาด้วย บทนี้จะเขียนเรื่องเซ็นสัญญาในการตีพิมพ์ผลงานของเรากับสำนักพิมพ์ เผื่อนักเขียนหน้าใหม่หรือที่นักเขียนยังไม่เคยมีผลงานผ่านการตีพิมพ์กับนิตยสารให้ได้ทราบว่าอะไรเป็นอะไร

โดยมาตรฐานสัญญาการตีพิมพ์ผลงานเขียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหน สัญญาจะมีอายุประมาณ 3 ปี ตรงนี้ขอขยายความอีกนิดก่อน หมายถึงนับตั้งแต่วันเซ็นสัญญานั้น ผลงานของเราที่สำนักพิมพ์นำไปตีพิมพ์จะอยู่ที่สำนักพิมพ์ 3 ปี โดย 3 ปีนี้ห้ามนักเขียนนำผลงานนั้นๆ ไปเสนอหรือตีพิมพ์ที่ไหน บางที่เคร่งถึงขนาดห้ามนำไปโพส์ตามอินเตอร์เน็ทด้วยซ้ำ สัญญานี้เรียกอีกอย่างว่า “สัญญาเช่าลิขสิทธิ์” แต่ถ้าหมดอายุสัญญา 3 ปีแล้ว นักเขียนก็สามารถนำผลงานนั้นๆ ไปนำเสนอให้สำนักพิมพ์อื่นตีพิมพ์อีกได้ นี้คือตัวอย่างของสัญญาที่ทำเพียงแค่ 3 ปี

แต่ก็อาจจะมีบางที่ที่มีอายุถึง 5 ปี ซึ่งความเห็นส่วนตัวแล้วนั้นมันอาจจะนานเกินไป เหตุผลทำไมมันนานเกินไป ตัวอย่างถ้าหากคุณเซ็นสัญญาไปแล้วรับเงินเรียบร้อยไม่มีปัญหา แต่สัญญานั้นมีอายุ 5 ปี แน่นอนระหว่าง 5 ปีนี้คงไม่สามารถทำอะไรกับต้นฉบับนั้นได้เลย และเมื่อมองดูตลาดหนังสือนั้น หนังสือของเราจะอยู่ที่แผงเพียงแค่ไม่ถึงสองเดือน หลังจากนั้นก็จะถูกเก็บ ถ้าสำนักพิมพ์ดีๆ ก็จะนำไปส่งต่ออีกครั้งเพื่อนำไปวางขายตามร้านหนังสือเหมือนเดิม แต่ถ้าสำนักพิมพ์ที่ไม่สนใจอะไรนัก ก็เอาหนังสือเราไปขายเลหลังเป็นหนังสือมือสอง นี้หมายถึงในปีแรกหนังสือของเราจะเจอสภาพแบบนี้ แล้วเวลาที่เหลืออีกตั้ง 4 ปีละระหว่าง 4 ปีนั้น เราเกิดอยากจะพิมพ์เอง หรืออยากจะนำไปเสนอที่ไหนก็ไม่ได้ นี้คือข้อได้เปรียบอีกทางหนึ่งของสำนักพิมพ์ครับ

ที่นี่มาถึงเรื่องการตีพิมพ์ใหม่ในระหว่างยังไม่สิ้นสุดสัญญา ตามหลักแล้วทางสำนักพิมพ์ก็จะจ่ายให้เราเท่าที่เคยจ่ายครั้งแรกคือ 10% นั้นก็หมายถึงถ้าสำนักพิมพ์พิมพ์งานของเราเป็นครั้งที่สองเราก็จะได้อีก 10 บาทต่อหนึ่งเล่ม ถ้าหนังสือเล่มละร้อย พิมพ์เท่าไรก็ว่าไปตามนั้น ยกเว้นจะเป็นสำนักพิมพ์ที่เหมาจ่ายบางแห่งก็จะไม่ให้ เพราะถือว่าจ่ายไปแล้วทีเดียว ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียดครับ

มีนักเขียนหน้าใหม่หลายคนที่เซ็นสัญญาไปโดยไม่ได้อ่านอย่างละเอียด กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเซ็นสัญญาและกลับมานั่งอ่านอย่างละเอียดไปแล้ว ทำให้เสียโอกาสและพลาดท่าสำนักพิมพ์ที่มักจะเอาเปรียบนักเขียนไปอย่างน่าเสียดาย หากอยากจะรวยด้วยงานเขียน แล้วละก็ต้องมีความรอบครอบเสมอ ถ้าให้เสียผลประโยชน์ที่เราควรจะได้ครับ

เมื่อผลงานได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ

นักเขียนที่ดังๆ ของไทยที่ได้รับการแปลผลงานไปในต่างประเทศนั้นมีไม่น้อยอย่างเช่น แดนอรัญ แสงทอง ผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2-3 เล่ม ทุกวันนี้เขาก็สามารถเลี้ยงตนเองได้จากค่าลิขสิทธิ์การแปล เรียกได้ว่ารวยด้วยงานเขียนของตนเองเลยทีเดียว

การได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศนั้นมักจะเป็นผลงานที่ตีพิมพ์อยู่กับสำนักพิมพ์ และในสัญญาของสำนักพิมพ์ก็ควรจะมีระบุด้วยว่าถ้าหากได้รับการแปลนั้นจะจ่ายให้นักเขียนเท่าไร

โดยหลักแล้วหากมีสำนักพิมพ์ต่างชาติสนใจจะแปลงานของเรา เขาจะติดต่อผ่านทางสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานของเราโดยตรง และเขาจะไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์แบบที่เราทำคือ 10% แต่เขาจะขอเช่าโดยจ่ายแบบเหมาเลย เช่น ขอแปลงานของเราในระยะเวลา 2 ปี ด้วยเงิน 100,000 บาท ต่อการพิมพ์ 5,000 เล่ม หากหนังสือเราขายหมดก่อน 2 ปี และถ้าเขาจะพิมพ์เพิ่มเขาก็จะต้องจ่ายให้ทางสำนักพิมพ์อีก คือหากจะพิมพ์เพิ่มอีก 5,000 เล่ม เขาก็จะจ่ายให้ในราคาเท่าเดิมคือ 100,000 บาทอีกครั้งหนึ่ง นี้คือมาตรฐานที่ทำกัน แต่ขอบอกซะก่อนยอดการพิมพ์ 5,000 เล่มของฝรั่งนั้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนของไทยพิมพ์ครั้งแรกก็แค่ 1,000 – 2,000 เล่มเองกว่าขายหมดไม่รู้กี่ปี นั้นเป็นเพราะวัฒนธรรมการอ่านนั้นต่างกัน และด้วยความที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้อ่านกันได้ทั่วโลก

เมื่อเขามาขอแปลแล้วสำนักพิมพ์ก็ต้องมาแจ้งกับเราและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เรา ซึ่งมาตรฐานนั้นเมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศนักเขียนจะได้ 60% ส่วนสำนักพิมพ์จะได้ 40% เอาตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ถ้าถูกเช่าลิขสิทธิ์ไป 100,000 บาท นักเขียนจะได้ 60,000 บาทนั้นเอง

ช่องทางการขายหนังสือ

ก่อนหนังสือที่เราสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา จะถูกนำออกขายได้นั้น เริ่มจากคุณต้องวางโครงเรื่องที่จะเขียนหลังจากทำการวิจัยตลาดมาเป็นอย่างดีแล้ว สามารถตอบโจทย์เพื่อให้หนังสือขายดีได้ คือ คุณต้องการสื่อสารอะไรไปยังผู้อ่าน ต้องการให้ผู้อ่านได้อะไรจากหนังสือที่คุณเขียน ถ้าสิ่งที่คุณสื่อสาร และสิ่งที่ผู้อ่านได้รับ เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านส่วนใหญ่ได้ดี หนังสือเล่มนั้นก็จะมีโอกาสขายดี

หลังจากนั้นคุณก็เริ่มลงมือเขียนไปตามเทคนิคการเขียนที่แนะนำดังกล่าวข้างต้น เมื่อเสร็จสมบูรณ์ ควรทำการตรวจแก้การสะกดคำผิดต่างๆ อ่านให้ละเอียดว่าการดำเนินเรื่องเนื้อหาต่างๆ ดีหรือไม่ ทำการปรับแก้ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนเตรียมการเข้าสู่ตลาด

ช่องทางการสร้างรายได้จากการขายหนังสือมี 3 ช่องทางหลัก

1. ขายงานผ่านสำนักพิมพ์
2. ขายงานตรงไปยังผู้จัดจำหน่ายหนังสือโดยตรง
3. ขายงานผ่านออนไลน์ในรูป e-book
4. ขายผ่านเว็บไซต์ของเราเอง

1. ขายงานผ่านสำนักพิมพ์

กรณีนี้รายได้ส่วนแบ่งจะน้อยที่สุด แต่คุณไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านต้นทุนหนังสือ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อคุณนำต้นฉบับไปนำเสนอ สำนักพิมพ์ก็จะนำโครงเรื่อง หรือต้นฉบับของคุณไปให้กองบรรณาธิการตรวจสอบ ทบทวน พิจารณา ว่าหนังสือของคุณนั้นครบองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือขายดีหรือไม่ ตอบโจทย์ผู้อ่านได้มากน้อยเพียงใด การคาดการณ์ตลาดทั้งที่อยู่ในกระแส และไม่อยู่ในกระแสเป็นอย่างไร หากหนังสือที่คุณนำเสนอทางกองบรรณาธิการสรุปว่า เป็นหนังสือที่ดี มีแนวโน้มจะเป็นที่ต้องการของตลาด

ทางกองบรรณาธิการก็จะเชิญคุณไปตกลงเรื่องสัญญา เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ระหว่างคุณกับสำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่แล้วการแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้มากน้อยขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของนักเขียนด้วยเป็นสำคัญ เฉลี่ยผลประโยชน์จะอยู่ที่ 10-25 % ของหนังสือที่ได้จำหน่าย ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่จะตกลงกันหากทุกอย่างราบรื่น หนังสือของคุณก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดพิมพ์ เริ่มตั้งแต่ ออกแบบปก ออกแบบโครงสร้างเนื้อหาของหนังสือ การจัดพิมพ์ ตลอดจนการทำตลาด ไปจนถึงขั้นตอนการวางแผนการวางจำหน่าย กับร้านหนังสือต่าง ๆ

2. ขายงานผ่านตัวแทนจำหน่ายหนังสือโดยตรง

ในกรณีนี้จะรับรายได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ประมาณ 70-80% ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้จัดจำหน่าย แต่ในกรณีนี้คุณซึ่งเป็นผู้เขียนก็จะต้องเป็นผู้ดำเนินการในการผลิตหนังสือขึ้นมาเอง โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการการออกแบบปก การจัดหน้า การตรวจสอบตัวสะกดคำผิดต่าง ๆ การหารูปประกอบ การจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ของรูปภาพประกอบ การติดต่อโรงพิมพ์ วางแผนการจัดหน้าจัดยกว่าต้องการกี่ยกของการพิมพ์หนังสือ การประมาณการการสั่งพิมพ์โดยประมาณการกับยอดขายที่จะขายได้ เพื่อการบริหารต้นทุน นอกจากนั้นก็จะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการขายงานไปยังตัวแทนจัดจำหน่ายหนังสือ ทั้งหมดนี่ก็คือกระบวนการการดำเนินการ วิธีนี้จะยุ่งยากมากสำหรับมือใหม่ และต้องแบกรับความเสี่ยงเอง

3. ขายงานผ่านออนไลน์ในรูป e-book

e-book และหนังสือเล่ม เหมือนกันในแง่โครงสร้างของเนื้อหา ต่างกันตรงที่ e-book ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแต่เป็นการจัดจำหน่ายในรูปไฟล์เอกสารดาวน์โหลดในอินเตอร์เน็ต โดยไฟล์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นให้มีหน้าหนังสือ ปก ต่างๆ คล้าย ๆ กับหนังสือเล่ม และผู้ซื้ออ่านด้วยการดาวน์โหลดเป็นไฟล์เอกสารรูปแบบต่าง ๆ เพื่อลงอ่านในแอพลิเคชั่นของผู้ซื้อตามความเหมาะสมของไฟล์ในแต่ละประเภท

ข้อเด่นของ e-book

เนื่องจากต้นทุนในการจัดทำ e-book ต่ำมาก ประกอบกับช่องทางจัดจำหน่ายมีหลายช่องทาง ต้นทุนหลักจะเป็นเปอร์เซ็นต์การจำหน่ายของตัวแทนผู้รับชำระเงิน ซึ่งก็ประมาณไม่เกิน 20-25% นอกนั้นที่เหลือจะเป็นของเจ้าของหนังสือ รายได้ของ e-book เลยมีผลตอบแทนต่อเล่มสูงกว่าแบบหนังสือเล่ม การทำการตลาดเพื่อจำหน่ายง่าย สะดวก การซื้อก็สะดวกผ่านระบบเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อชำระเงิน จากนั้นก็สามารถดาวน์โหลดได้เลย

e-book สามารถใส่รูปสี เสียง หรือวีดีโอ เข้าไปในเนื้อหาได้ หรือสร้างลิ้งค์ ที่จะให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาแบบ Multimedia ได้ในทันที ในขณะที่หนังสือเล่มหากทำเป็นสี่สี ต้นทุนก็จะสูงเป็นทวีคูณ นอกจากนั้น e-book ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องของการจัดหน้าให้ลงตัวแบบหนังสือเล่ม ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก และมีต้นทุนค่อนข้างมาก

ข้อด้อยของ e-book

ในการทำวิจัยตลาดแล้ว ปัจจุบัน e-book ในไทยยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเท่ากับหนังสือเล่ม เนื่องจากวัฒนธรรมของประเทศไทย และความเจริญด้านเทคโนโลยี ยังไม่เหมือนกับทางโลกตะวันตกนัก และแนวหนังสือส่วนใหญ่ที่ขายดีในโลกออนไลน์จะเป็นแนว How To เป็นส่วนใหญ่ หรือเนื้อหาเฉพาะด้านที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่กล้าพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม เพราะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมีลูกค้าจำกัด มีผู้สนใจจำนวนไม่มากพอกับความคุ้มทุน

ซึ่งตลาด e-book ที่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่นิยมมากนักนั้นเพราะ ปัจจัยสำคัญๆ ดังนี้ วัฒนธรรมการอ่านของผู้อ่านยังติดการอ่านแบบหนังสือเล่ม บางคนต้องการเก็บสะสมหนังสือ จึงให้ความสนใจหนังสือเล่มมากกว่า หรือกระบวนการสั่งซื้อค่อนข้างยุ่งยาก บางคนไม่คุ้นเคยการซื้อของทางออนไลน์ก็จะรู้สึกยุ่งยาก และทำให้ไม่ซื้อเลย

การจัดทำ e-book

ก่อนการตัดสินใจเขียนหนังสือแล้วจำหน่ายในรูปแบบ e-book ยังมีอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นสำคัญ นั่นก็คือ การจัดทำไฟล์เอกสาร เพราะไฟล์ต่างๆ ล้วนมีวิธีใช้อ่านกับโปรแกรมแต่ละโปรแกรมไม่เหมือนกัน การรองรับในแต่ละโปรแกรมควรเลือกใช้ที่แพร่หลาย หรือที่นิยมกัน

สรุปหลักๆ การสร้างไฟล์ e-book นั้นมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ

1. ไฟล์แบบมาตรฐานทั่วไป มีใช้การอย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยม คือ PDF, EPUB, MOBI, DJRU
2. ไฟล์ PDF หรือ EPUB ที่ต้องใช้งานแบบเข้ารหัส
3. ไฟล์ที่ต้องการใช้โปรแกรมโดยเฉพาะ

4. ขายผ่านเว็บไซต์ของเราเอง

ถ้าคุณเขียนหนังสือได้ดี และมีแฟนคลับรออ่านเล่มต่อๆ ไปที่คุณเขียนอยู่ ในกรณีนี้ก็ขอแนะนำให้ขายผ่านเว็บไซต์ของเรา ที่เราทำขึ้นมา อีกหนึ่งช่องทาง แล้วผู้อ่านจะรู้ชื่อเว็บไซต์ของเราได้อย่างไร ก็ต้องขอตอบว่า ใส่ชื่อเว็บไซต์ไว้ในตอนท้ายหนังสือ เช่น ติดตามงานของผู้เขียนได้ที่ แล้วก็ใส่ชื่อเว็บไซต์ของเรา หรือนักเขียนบางท่านอาจจะทำเว็บไซต์ไม่เป็น ก็อาจจะใช้ Fanpage เป็นช่องทางในการให้ผู้อ่านติดตามงานเขียนของเรา อย่างนี้ก็ได้เหมือนกันครับ

สรุป

สรุปว่าอาชีพนักเขียนหนังสือขายนั้น ไม่ได้เริ่มต้นเพียงแค่จับปากกาเขียนต้นฉบับ หรือพิมพ์ในคอมพิวเตอร์จบเล่ม แล้วปริ้นพิมพ์ขายได้เลย ยังมีปัจจัยองค์ประกอบอีกหลายปัจจัย ซึ่งผู้เขียน หรือผู้ที่คิดจะทำอาชีพนี้ จึงควรศึกษาแก่นของอาชีพให้รู้อย่างชัดเจนในกระบวนการต่างๆ ที่จะนำไปสู่การผลิตออกมาเป็นรูปเล่ม หรือออกมาเป็นรูปไฟล์ที่เหมาะสม แล้วออกจำหน่าย แก่นของอาชีพนักเขียนนี้ในตอนต้นของบทความได้ทำการแยกประเด็นเป็นหัวข้อๆ ไว้แล้ว ขอเพียงเรียนรู้ทำความเข้าใจในประเด็นนั้นๆ อย่างรู้ลึก และการสร้างรายได้จากอาชีพนักเขียนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันแต่อย่างใด ว่าด้วยเรื่องรวยด้วยงานเขียน ก็มีเพียงเท่านี้ หวังว่าคนที่สนใจอยากรวยด้วยงานเขียน ได้อ่านบทความต่างๆ เหล่านี้แล้วคงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย การเป็นนักเขียนจะว่าเป็นง่ายก็ง่าย จะว่าเป็นยากก็ยาก ที่สำคัญที่สุด คือ ความตั้งใจจริงของเราเองครับ ขอให้ร่ำรวยจากงานเขียนกันทุกๆ ท่านครับ