วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการขายเครปญี่ปุ่น

เรื่องปากเรื่องท้องสำหรับคนไทยนั้น สำคัญเสมอ หากจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับของกินหล่ะก็ขายได้แน่นอน และในธุรกิจขายขนมเครปญี่ปุ่น ธุรกิจนี้นั้นลงทุนไม่มาก ทำง่ายขายคล่อง ไม่ยุ่งยาก ซึ่งวันนี้นั้นมีเทคนิคเคล็ดลับในการเริ่มต้นอาชีพขายขนมเครปญี่ปุ่นประยุกต์มาแนะนำ

ซึ่งเครปจริงๆ แล้ว เป็นอาหารญี่ปุ่นที่สามารถเข้ามาตีตลาดบ้านเราและเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คนมาแล้ว เป็นอาหารที่เพิ่มความสดชื่นหลังจากกลับจากโรงเรียนหรือที่ทำงานได้ดี แรกเริ่มเครปจะทานคู่กันกับไอศกรีมหรือผลไม้ใส่จานเรียกน้ำย่อยหลังอาหาร แต่เดี๋ยวนี้มีร้านเครปหลายร้านที่ทำเครปแบบใส่กระดาษห่อเดินทานได้สบายๆ หากเราเฉียดไปใกล้ร้านทำเครปร้อนขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะชนเข้ากับกลิ่นหอมเย้ายวนใจขึ้นมาจนอาจต้องหัน 180 องศาเพื่อควักเงินซื้อเครปทานซักอัน ทำรายได้ให้กับเจ้าของกิจการได้ดีโดยเน้นความอร่อยและราคาเป็นกันเอง ประกอบกับอุปกรณ์การทำไม่มากเหมือนการทำขนมแบบอื่น

เครปอร่อยๆ แบ่งได้ตามนี้

เครปร้อน : เครปร้อนๆ มีให้เห็นบ่อยมากๆ ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านเล็กๆ ติดถนนใหญ่ เน้นความกรอบหอมเป็นหลัก ควรทานตอนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เพราะหากปล่อยไว้ซักพักเมื่ออุณหภูมิลดลง ตัวแป้งเครปจะไม่กรอบอร่อยเหมือนตอนเพิ่งทำเสร็จจากเตาใหม่ๆ เครปร้อนสามารถใส่ไส้ได้ทั้งคาวและหวานแล้วแต่ลูกค้าชอบแบบไหน เช่น ถ้าเป็นไส้คาวจะมีไส้แฮม, ไส้กรอก, หมูหยอง, น้ำพริกเผา, ปูอัด, ไข่นกกระทา, ฯลฯ ส่วนไส้หวาน เช่น กล้วยหอม, สังขยา, แยมผลไม้, วานิลลา, ช็อคโกแลต, ฯลฯ ส่วนซอสที่ไว้ราดเครปอีกที ก็แล้วแต่ว่าไส้เครปเป็นไส้คาวหรือหวาน ถ้าเป็นไส้คาว จะเลือกราดซอสมายองเนส, ซอสมะเขือเทศ, ซอสพริก ถ้าเป็นไส้หวานจะใช้ซอสสตอเบอร์รี่, ซอสช็อคโกแลต

เครปเย็น : อันนี้จะตรงข้ามกับเครปร้อนตรงที่เน้นที่ความนุ่มของแป้ง แท็คทีมคู่กันกับไอศกรีม, วิปปิ้งครีม, ผลไม้สดต่างๆ หรือจะเป็นของคาวก็ได้แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก เครปเย็นจะทำร้อนๆ จากเตาด้วยเช่นกัน แต่หลังจากใส่ไส้ต่างๆ ที่มีความเย็นเสร็จแล้ว เนื้อแป้งจะเริ่มนุ่มลง ไส้ของเครปเย็นแบ่งได้เป็นแบบของหวานหรือของคาว ถ้าเป็นแบบของหวานจะเป็น ไส้ผลไม้สด เช่น สตรอเบอร์รี่, กล้วยหอม, กีวี่, คอนเฟลค, โอริโอ้ หรือใส่ไอศกรีมรสต่างๆ ส่วนซอสราดจะเป็นซอสช็อคโกแลต, ซอสสตรอเบอร์รี่, ซอสคาราเมล ถ้าเป็นแบบของคาวจะเป็น แฮม, เบคอน, ไส้กรอก, ไข่, ชีส, ทูน่า, พิซซ่า ฯลฯ ส่วนซอสราดจะเป็น มายองเนส, ซอสพิซซ่า

เครปเค้ก : อันนี้ใช้ศาสตร์และศิลป์กันหน่อย เป็นเค้กที่นำแป้งเครปมาต่อซ้อนกันๆ เป็นชั้นเห็นได้ชัดเจนประมาณ 20 ชั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเครปเค้กแตกต่างจากเค้กแบบอื่น เป็นขนมที่ทำได้ยากและใช้สมาธิพอสมควร คนที่ทำเครปเค้กเก่งจะได้เนื้อเค้กนิ่ม ไม่แข็ง ลองใช้ส้อมตัดเนื้อเค้กดูจะรู้เลยว่านิ่มมากขนาดไหน เครปเค้กจะเน้นความหวานอร่อยด้วยซอสหวานแบบต่างๆ หรือประดับด้วยผลไม้ เครปเค้กจะเน้นตรงรสชาติและหน้าตาที่ถูกใจลูกค้า ซึ่งเดี๋ยวนี้มีการทำรสชาติอร่อยๆ ออกมาเป็นสิบๆ รสชาติ เช่น รสวานิลลา, สตรอเบอร์รี่, ช็อคโกแลต, ชาเชียว, ใบเตย, บลูเบอร์รี่, ส้ม, มะม่วง ฯลฯ ส่วนซอสที่จะราดก็แล้วแต่ว่าจะเป็นเครปเค้กรสอะไร เช่น เครปเค้กรสสตรอเบอร์รี่ก็จะราดซอสสตรอเบอร์รี่ ถ้าทำเครปเค้กอร่อยได้ล่ะก็ คนกินต้องเอามือทาบแก้ม ตาเป็นประกายแน่นอน เครปเค้กจะเป็นขนมที่เป็นที่ต้องตาต้องใจของลูกค้านักชิมที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อทานเครปเค้กโดยเฉพาะอยู่แล้ว

ต้นทุนของเครป

ค่าใช้จ่ายๆ ต่างในการทำเครปใช้เงินลงทุนไม่มาก ประมาณ 10,000 บาท ซึ่งเบื้องต้นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ดังต่อไปนี้

– เตาเครป (อาจเป็นเตาไฟฟ้าหรือเตาแก๊ส), โต๊ะ
– ไม้ปาดเครป, เกรียง (แบบเหล็กหรือสแตนเลส)
– อื่นๆ เช่น วัตถุดิบสำหรับทำเครป เช่น แป้งเครป, ไส้เครปต่างๆ, ฯลฯ ซองกระดาษสำหรับใส่เครป, ทัพพีกลม, ฯลฯ กรณีทำเครปเย็นอาจมีค่าใช้จ่ายในส่วนการแต่งหน้าเครปด้วย เช่น วิปปิ้งครีม, ครีมสด, ฯลฯ
– แต่ถ้าเป็นการทำเครปเค้กจะใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องใช้เตาเครปเหมือนเครปร้อนหรือเครปเย็น ประกอบด้วย กระทะเทปรอนขนาดเล็ก, ทัพพี, ชามผสม, ตะกร้อตีไข่, กระดาษซับมัน, ตะแกรงสำหรับวางแป้ง ฯลฯ

ในการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้นั้นมีแหล่งจำหน่ายทั่วไปทั้งในห้างสรรพสินค้า หรือตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งบางร้านก็แพงมาก บางร้านถูกมากแต่คุณภาพแย่ วิธีเลือกก็แค่ดูตามความเหมาะสมของการใช้งาน เน้นคุณภาพเป็นหลักเพราะต้องใช้ทุกวัน ขอเน้นความคงทนนิดนึง ในส่วนของวัตถุดิบนั้น หลัก ๆ เลยคือตัวแป้งเครป ซึ่งในเว็บไซต์หรือหนังสือสูตรทำขนมนั้นมีให้เลือกมากมายหลายสูตร ก็เลือกกันตามชอบได้เลย ส่วนไส้ที่ใส่นั้นสามารถนำมาประยุกต์เองได้ แล้วแต่ความครีเอทสร้างสรรค์ของแต่ละคน ถ้ามีไอเดียเยอะ ร้านของคุณก็จะมีชนิดขนมที่หลากหลาย ดึงดูดใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ทำเลในการขาย

ส่วนพื้นที่ตั้งทำเลนั้นเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายสำหรับการขายขนมเครปเลยทีเดียว แหล่งที่น่าขายมากที่สุดคือตามตลาดต่าง ๆ เพราะเป็นสถานที่ ที่คนพลุกพล่านอยู่ตลอดเช่น หน้าอพาร์ทเม้น หอพัก แหล่งชุมชนต่าง ๆ ขายได้ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ และอีกสถานที่นึงที่ขายได้แน่ ๆ คือ ตามหน้าโรงเรียน เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักคือ เด็กนักเรียน ซึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น การในการตั้งราคา ควรคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย ไม่ควรตั้งราคาแพงเกินไป

เครปญี่ปุ่นทำรายได้ได้หรือ?

ปัจจุบันนี้เครปร้อนจะขายกันในราคาประมาณ 20 บาท ถ้าใส่ไส้เพิ่มหลายไส้ อาจคิดราคาเพิ่มขึ้น ส่วนเครปเย็นจะอัพราคาขึ้นมาหน่อยอยู่ที่ ประมาณ 40-65 บาท แล้วแต่การเลือกใส่ไส้ของลูกค้าด้วย ส่วนเครปเค้กจะราคาสูงขึ้นมาอีก ขึ้นอยู่กับว่าจะขายเป็นปอนด์หรือแยกขายเป็นชิ้น ยิ่งร้านไหนทำเครปเค้กได้โดดเด่น เนื้อนุ่มอร่อยได้ล่ะก็ ราคาตกชิ้นละเกือบร้อยบาทได้ ถ้าขายแบบปอนด์ส่วนใหญ่จะนิยมขายแบบ 2-3 ปอนด์ มีช่วงราคาตั้งแต่ประมาณ 500-พันกว่าบาท

เครปร้อนจะเหมาะกับการทำรายได้จากลูกค้าทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นหอมของแป้งเครปร้อนๆ ช่วยดึงดูดใจผู้คนที่เดินผ่านแถมใช้เวลาทำไม่นานมากนัก ส่วนเครปเย็นจะเน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นหรือชาวต่างชาติ เพราะเครปเย็นจะเน้นใส่ครีมสดซึ่งเป็นที่ถูกใจของชาวต่างชาติที่เน้นอาหารที่ผสมครีมอยู่แล้ว บวกกับวัยรุ่นที่ชื่นชอบขนมที่มีสีสันสะดุดตา ส่วนเครปเค้กก็เช่นเดียวกันกับเครปเย็น

เปรียบเทียบเครปญี่ปุ่นกับเบเกอรี่

หากลองเปรียบเทียบการขายขนมเครปญี่ปุ่นกับขนมเบอเกอรี่แล้ว ถึงแม้ว่าขนมเบอเกอรี่นั่นอาจมีตัวเลือกเยอะกว่า เพราะมีหลากหลายขนิด แต่ต้นทุนในการทำก็ใช้เม็ดเงินมากกว่าการลงทุนขายขนมเครปด้วย ข้อดีอีกข้อของขนมเครปญี่ปุ่นคือ สดใหม่กว่า เพราะต้องทำสด ๆ เดี๋ยวนั้นเลย เมื่อได้กินร้อน ๆ ขนมเครปญี่ปุ่น เลยเป็นที่ติดอกติดใจของเด็ก ๆ ได้มากกว่า ขนมเบอเกอรี่ และไม่ต้องมีวิธีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนการอบเบอเกอรี่ ที่ต้องใช้เวลาในการทำ และมีขั้นตอนที่เยอะมากกว่าจะอบออกมาเป็นเบอเกอรี่

สรุป

แน่นอนว่ามองดูจากความเป็นไปได้แล้ว ธุรกิจเล็ก ๆ นี้สามารถทำเงินให้คุณได้มากทีเดียว ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเริ่มต้นที่ไม่ต้องใช้ทุนมากนัก แต่คืนกำไรได้เร็ว ซึ่งนอกจากจะทำเป็นธุรกิจหลักแล้ว สำหรับคนที่มีงานประจำ กำลังมองหาอาชีพเสริม ธุรกิจนี้เป็นอีกตัวเลือกที่ดีในการทำเป็นอาชีพเสริมด้วย เพราะคุณสามารถทำขายในวันหยุดตามตลาดนัด เพื่อเป็นรายได้เสริมที่ได้กำไรครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว