บทความเพื่อความร่ำรวย

ลักษณะคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา

ลักษณะคนรวย

 

ลักษณะคนรวย อยากรู้มั้ยครับว่าคนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา ในทุกๆ ปี สื่อมวลชนต่างๆ จะไปเสาะแสวงหาทำการสำรวจสินทรัพย์ของคนรวย หรือมหาเศรษฐีทั้งหลายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ว่ามีใครบ้าง แล้วเค้ามีสินทรัพย์เท่าไหร่บ้าง เพราะนอกจากจะเป็นข่าวที่คนอยากรู้แล้ว ของแบบนี้ยังกระตุ้นให้ผู้ได้ยินได้ฟัง อยากร่ำรวยเหมือนมหาเศรษฐีเหล่านี้นั่นเอง เรียกได้ว่าดูไว้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตนเอง

แต่ผู้ที่ทำมาหากินอย่างเราๆ ท่านๆ คงรู้กันอยู่แก่ใจนะครับว่า การจะเป็นคนรวยได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราจะเห็นได้ว่าในโลกนี้มีคนรวยที่เรียกได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีเพียงน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับประชากรบนโลกที่มีมากมาย เงินส่วนใหญ่จะอยู่ในมือคนจำนวนน้อยนั่นเอง และการเป็นเศรษฐีอะไรเนี่ย ก็มีที่มาอยู่ 2 แบบซะด้วยนะ คือ รวยเพราะพ่อแม่รวยอยู่แล้ว กับรวยเพราะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ฉะนั้นเราถ้าเราอยากรวย เราต้องขยันนะครับ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ เรียนรู้จากประสบการณ์ของบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายต่างหากหล่ะ ที่พวกเราควรรู้ไว้ และเอาเยี่ยงอย่างคนที่รวย สร้างเนื้อสร้างตัวจากความสามารถของตัวเอง เพราะเราไม่ใช่ทายาทมหาเศรษฐี ที่จะอยู่ในกองเงินกองทอง ว่าแต่คนรวย ถ้าไม่รู้จักรักษามรดกไว้ให้ดีก็มีสิทธิ์สมบัติหมดได้เหมือนกันนะครับ การดำเนินชีวิตต้องไม่ประมาทครับ

เอาหล่ะครับ เรามาพูดถึงคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวแล้วรวยกันดีกว่า เพราะเราๆ ท่านๆ ย่อมประสงค์อยากมั่งมี และมั่งคั่งแบบเดียวกับคนกลุ่มนี้แน่ๆ การได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตของเศรษฐีเหล่านี้ไว้ สักวันนึงคุณอาจเป็นเศรษฐีกะเค้าบ้างก็ได้ ใครจะไปรู้หล่ะ แข่งอะไรแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้นะครับ แต่คุณต้องขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ ในการก้าวเข้าไปหาความร่ำรวยด้วยนะครับ เอาหล่ะมาดูกันครับลักษณะของคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา

1. ทำงานหนัก คนรวยทุกคนล้วนทำงานหนัก เป็นลายเซ็นต์ของคนรวยเลยก็ว่าได้ ผมยังไม่เคยเห็นคนรวยที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเองแล้วขี้เกียจเลยนะครับ ต่อให้เค้ารวยแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นว่าเค้ามีทีท่าที่จะแผ่วเลย การทำงานหนักเป็นคุณลักษณะประจำตัวของคนรวยไปแล้วครับ

2. มีปัญญาดี ดูอย่างอภิมหาเศรษฐี บิล เกตต์ เจ้าของไมโครซอฟท์เป็นตัวอย่างละกัน รวยขึ้นมาได้เพราะความฉลาดของตนเองแท้ๆ หลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ฉลาดจะเป็นเศรษฐีได้มั้ย ผมก็บอกได้เลยว่าได้ ความฉลาดเป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ ไม่มีใครโง่ แล้วโง่ตลอดไป ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สิ่งไหน คุณก็เรียนสิ่งนั้น เอามาเติมเต็มให้กับคุณ คุณจะได้มีชั่วโมงบินในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น

3. ใช้เวลาในการก่อร่างสร้างตัวเป็น 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น ถ้าคุณอยากรวย ก็ขอให้ลืมเรื่องการเป็นเศรษฐีในเวลาข้ามวันไปได้เลย มันเป็นไปแทบไม่ได้เลย นอกจากคุณสร้างบุญหนักไว้ในอดีตชาติ เช่น ส่งฝาลุ้นรางวัล แล้วได้เงินล้านมาแบบงงๆ หรือซื้อลอตเตอรี่แล้วโชคดีถูกรางวัลที่ 1 แต่คุณคิดว่าจะมีสักกี่คนที่โชคดีแบบนี้

4. อายุเฉลี่ยของคนรวยด้วยตนเอง ส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือเรียกว่ากว่าจะมีฐานะร่ำรวยก็เข้าวัยกลางคนขึ้นไป แต่ในยุคสมัยนี้เราสามารถย่นย่อระยะเวลาในการสร้างฐานะได้ อยู่เลข 30 ปีต้นๆ แล้วรวยมีอยู่ถมเถไป ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้ ตอนนี้หลายๆ อย่างเปิดกว้าง โอกาสในการทำเงินเปิดมากขึ้น เรามีอินเตอร์เน็ตมาช่วยในการโปรโมท มาช่วยในการหาขายสินค้า ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ช่องทางการโปรโมทสินค้ามีไม่มากนัก ต้องใช้ความขยัน มานะมุ่งมั่นกันล้วนๆ

5. เมื่อมีเงินแล้วก็ต้องทำให้เงินที่มีเพิ่มขึ้น ในสมัยนี้เค้ามีประโยคพูดติดปากว่า ให้เงินทำงานแทนเรา เช่น นำเงินที่ได้มาจำนวนหนึ่ง นำไปลงทุนต่อยอดเพิ่มในธุรกิจต่างๆ หรือนำเงินไปลงทุนในเรื่องต่างๆ หรือเก็บออมเงินไว้ในธนาคารกินดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับคุณด้วยว่า อยากขยายความรวยของตัวเองไปในระดับไหน หรือว่ารวยระดับนี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะนิยามความรวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

6. ลด ละ เลิก อบายมุข ทุกอย่างที่เป็นอบายมุขเลิกเสีย ถ้าไม่อยากหมดตัว แทนที่จะรวยเป็นเศรษฐี อบายมุขมีอะไรบ้าง เช่น ติดสุรา ได้เงินมาก็ซื้อสุรากิน ใจใหญ่เลี้ยงเพื่อนฝูงหมด หรือติดการพนัน เห็นว่าเล่นแล้วได้ ดวงขึ้นดวงดี ก็เล่นอีก โดยหารู้ไม่ว่าสักวันก็ต้องเสีย ไม่มีใครได้ตลอดไป และการเที่ยวกลางคืนทั้งหลายก็ต้องระวังไว้ด้วยนะครับ รวยแล้วเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ก็จะเป็นทุกข์ตลอดไปครับ มหาเศรษฐีที่ฉลาดจะหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ครับ

เอาหล่ะครับ ตอนนี้ก็พอจะทราบแล้วใช่มั้ยครับว่าลักษณะคนรวย คนรวยเค้ามีอะไรที่มากกว่าเรา ผมขอสรุปให้ว่าคนรวยไม่ได้มีอะไรที่มากกว่าเรามากมาย แต่ความมุ่งมั่นที่จะรวยของเค้ามากกว่าเรานั่นเองครับ เราอาจจะอยู่แบบเฉื่อยๆ ไปวันๆ แต่คนรวยเหมือนจะมีไฟตลอดเวลา ทำนู่นทำนี่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เรียกได้ว่าเป็นการติดสปีดให้กับชีวิตของตนเองนั่นเองครับ

You Might Also Like