จังหวะไหนควรออกมาทำธุรกิจส่วนตัว

เมื่อไรดี? คำถามที่เป็นได้ทั้งแรงบันดาลใจและบั่นทอนกำลังใจ

ลองสำรวจตัวเองจากคำตอบทั้ง 6 ข้อที่เราลองรวบรวมออกมานี้ดู ถ้าคุณเข้าอยู่ในเกณฑ์คำตอบเหล่านี้ นั่นไม่ได้แปลว่าคุณ “พร้อมแล้ว” แต่มันแปลว่า คุณอาจจะ “ควรเริ่มได้แล้ว”

เมื่ออายุยังไม่มาก

เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มธุรกิจคือตอนที่คุณยังเด็ก การที่อายุยังน้อยบ่งบอกถึงสิ่งผสมที่สวยงามลงตัวระหว่างความไม่รู้และความไร้เดียงสา การตัดสินใจหรือทำอะไรที่ผิดพลาดลงไป สุดท้ายก็จบลงแค่อยู่ในคุกเยาวชนไม่กี่วัน หรือแค่ถังแตก ให้ลองนึกถึงนักกีฬาบาสเกตบอลดู แล้วจะพบว่า พวกเขาดังที่สุด เก่งที่สุด อยู่บนจุดสูงสุดตอนช่วงอายุ 25-30 ปี แล้วก็จะค่อยๆ ร่วงลง การที่คุณเริ่มธุรกิจตอนที่อายุน้อย ความสดใหม่ของวัย ไฟในตัวที่ลุกโชติช่วง มักเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์ดีๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือเวลาที่ยังมีใครให้เราพึ่ง นั่นคือสาเหตุที่ธนาคารเป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับบรรดาผู้ประกอบการเมื่อเขาไม่มีบุพการีให้วางใจช่วยเหลือแบบเต็มตัวแล้ว… แต่ก่อนหน้านั้นล่ะ ใช่แล้ว! ตราบเท่าที่ผู้ปกครองยังสามารถเป็นแรงสนับสนุนทั้งกำลังใจ ประสบการณ์ หรือแม้แต่เรื่องเงินทุนได้แล้วละก็ นี่เป็นระยะปลอดภัยที่สุดที่คุณจะยังไม่ก่อหนี้สิน และได้เรียนรู้ในสิ่งที่โรงเรียนบอกเราได้เพียงส่วนของทฤษฎีซึ่งเป็นเพียงครึ่งเดียวของทุกสิ่ง ถ้าการลองผิดลองถูกคือสิ่งที่เรารู้ตัวแน่ๆ ว่าเราย่อมต้องการ ถามตัวเองอย่างสั้นง่ายได้ใจความดูก็ได้ว่าคุณอยากพึ่งใครมากกว่ากัน ระหว่างธนาคาร กับคุณพ่อคุณแม่ของเรา?

เมื่องานเป็นเรื่องน่าเศร้า

ชีวิตสั้นนัก! เกินกว่าจะนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานกับโต๊ะตัวเดิมๆ ในออฟฟิศเดิมๆ อาจจะมีบางคนที่ทำงาน ทำเงินได้หลายล้านบาทต่อปีแต่เกลียดงานที่ทำอยู่ เราเรียกสิ่งนี้ว่าคือความสุขของชีวิตได้หรือ?

หากมองเข้าไปในบริษัทแล้วเราเจอภาพคล้ายเรือบรรทุกความทุกข์ลำใหญ่เอาไว้แทนความกระตือรือร้น น้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดอาจเป็นการออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เราเติบโตมาเพื่อต่อต้านพ่อแม่ของเรา กรณีเดียวกันกับหลายบริษัทที่เติบโตขึ้นเพื่อเป็นกบฎต่อผู้บังคับบัญชาในอดีต ลองหาวันเวลาว่างๆ ลองคิดไอเดีย เครือข่ายต่างๆ ที่จะเริ่มลงมือทำธุรกิจของตัวเองดู หากคุณมีความมั่นใจในสิ่งที่คุณกำลังจะทำ จงกระโดดเข้าทำ เราเชื่อว่า คุณจะไม่หันกลับไปมองในสิ่งที่คุณจากมา เพราะนั่นคือประสบการณ์ที่เราจะได้เรียนรู้

เมื่อถูกเลย์ออฟ

แฟชั่นที่น่าจะคงอยู่ตลอดกาลสำหรับบริษัทใหญ่ๆ คงหนีไม่พ้นการเลย์ออฟพนักงาน (หรือเรียกอย่างสุภาพว่าการเชิญออก) เราอยากบอกว่ามันเป็นแรงกระตุ้นชั้นยอดในการเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง แต่เดี๋ยวก่อน เราไม่ได้บอกว่าทุกคนควรเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง การถูกเลย์ออฟเป็นแค่ตัวเร่งปฏิกิริยาเท่านั้น ถ้าเรากำลังคิดที่จะเดินต่อ ต่อกรกับบรรดาความเสียใจความตกใจที่พบให้ได้เสียก่อน ลองคิดในมุมใหม่ว่าถ้านี่คือจังหวะ คือโอกาส หรือแม้แต่เป็นพรอันประเสริฐที่ทำให้เราตัดใจออกได้เสียที นี่จะเป็นโอกาสแห่งแรงจูงใจที่จะสร้างโอกาสในชีวิตใหม่ของเรา เริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยตัวเราเอง

เมื่อยังไม่ต้องรับผิดชอบในชีวิตมากนัก

การเริ่มต้นใหม่และการรับผิดชอบในชีวิตบางทีก็มีความสัมพันธ์แบบผกผันกัน ความรับผิดชอบ ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ ทำให้มีโอกาสในการเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองน้อยลงเท่านั้น

จงเริ่มทำธุรกิจของตัวเองในขณะที่ยังมีเวลา มีพลังงาน และมีเสรีภาพในการทำเช่นนั้น จงอย่ารอเวลาที่คิดว่ามันจะสมควรหรือเหมาะสม เพราะเราจะติดอยู่ในกับดักของการจดจำนอง ค่าเล่าเรียนของลูก หรือกิจกรรมประจำปีของครอบครัวที่เราจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปเสียแล้ว

การเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเปรียบเสมือนได้รางวัลในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น การบรรลุเป้าหมาย การมีอิสรภาพทางด้านการเงินและอื่นๆ แต่ก็ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่ามันก็มีด้านร้ายเหมือนกัน โอกาสในการอยู่กับเพื่อนหรือครอบครัวจะลดลง รายได้ต่อเดือนอาจเปลี่ยนเป็นศูนย์หรือติดลบ เวลาในหนึ่งวันจะร่อยหรอไปกับการสร้างเครือข่าย การประชุม การสรรหาบุคคล รวมไปถึงการเดินทางไปยังที่ต่างๆ การใช้ชีวิตและการเริ่มต้นสร้างธุรกิจไปด้วยกันเป็นเรื่องยากทีเดียว

มีเรื่องหนึ่งที่ต้องระวัง คือ พยายามทำให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ในสภาวะเดิมให้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากยังโสด แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก หรือคิดเกี่ยวกับการแต่งงานและใช้ชีวิตครอบครัว ในขณะเดียวกันก็คิดจะกระโดดขึ้นรถไฟสายผู้ประกอบการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจงรีบกระโดดขึ้นรถไฟ! เพราะช่วงเวลาแบบนี้อาจไม่หวนกลับมาอีกนาน

เมื่อหลงไหลการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจคือการออกผจญภัยและเสน่ห์ของการผจญภัยนี้คือความหอมหวานของความสำเร็จในการสร้างบางสิ่งขึ้นด้วยมือของคุณเอง อย่ามองตัวเงินหรือผลกำไรเป็นหลักเพราะลึกลงไปแล้วเงินเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้คุณผจญภัยต่อไปได้ก็จริง แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับความหลงใหลนี้เลย

ถ้าคุณใฝ่ฝันอยากจะเริ่มต้นธุรกิจนี้ และฝันถึงมันอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดคุยกับเพื่อนและครอบครัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย และเริ่มรู้สึกเหมือนพยายามจะแสวงหาโอกาสในการออกไปทำมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าคุณต้องผจญอยู่กับสิ่งเหล่านี้ตลอดเดือนสองเดือนที่ผ่านมาแล้วละก็ เราอยากแนะนำให้คุณเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ลืมความคิดนี้ลงไปเสียที หรือไม่ก็ ยุติการฝัน และเริ่มต้นทำมันจนกว่าจะเป็นความจริงเลยดีกว่า อาการอย่างนี้ปล่อยให้ฝันเรื้อรังไปก็เห็นจะไม่ดีสำหรับจิตใจเสียแล้ว

เมื่อ่านบทความนี้จบ

หากคุณกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่และมีความสนใจในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง และคุณกำลังอ่านมันจนจบเพื่อหวังจะเจอสักข้อที่เป็นแรงบันดาลใจได้อยู่ใช่ไหม? (ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงคุณอยู่นั่นแหละ!!!) นั่นเพียงพอแล้วหรือยังที่จะบอกตัวคุณเองได้ว่าคุณมีความปรารถนาที่ร้อนแรงขนาดไหน?

เอาล่ะ เพื่อให้ง่ายสำหรับคุณ เราอยากจะบอกว่า เวลาที่ดีที่สุดในการสร้างธุรกิจของตัวเองคือวันนี้! ไม่ใช่พรุ่งนี้หรือสองอาทิตย์ข้างหน้า หรือหลังที่คุณได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หลังแต่งงาน หลังตั้งท้องลูกคนแรก หรือแม้แต่หลังจากจบ MBA เริ่มจริงจังกับมันตั้งแต่วันนี้เถอะ เวลาเดินไปตลอดทุกนาที และเราอาจไม่สามารถมีสถานการณ์ที่เกือบพร้อมหรือเกือบเพียงพอได้อย่างนี้อีกครั้งหนึ่ง

สรุป

ในความเป็นจริง ไม่มีวันที่ทุกอย่างเพียบพร้อมรอเราอยู่ข้างหน้าหรอก นั่นเพราะชีวิตการเป็นผู้ประกอบการนั้นดูแล้วก็พอๆ กับการออกเดินทางไปเชียงใหม่ในวันพรุ่งนี้ แม้เราจะเตรียมรถหรือสัมภาระครบขนาดไหนก็ตาม แต่เราไม่มีวันรู้สภาพอากาศ สภาพถนน หรือแม้แต่มันจะเป็นวันสิ้นโลกหรือเปล่าได้อยู่ดี สิ่งที่คุณต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใดคือการผ่านพ้นความกลัวใดๆ ที่คุณมีในตอนเริ่มอ่าน และเราอยากย้ำกับคุณว่า เริ่มต้นเถอะเมื่อคุณกำลังมีไฟ อย่าปล่อยให้เนิ่นช้าจนผ่านวันเวลาไปอย่างน่าเสียดาย

error: Content is protected !!