วิธีการเป็นคนรวย

อยากเรียนเป็นนักเขียนต้องรู้หลักวิชาการเขียน

โครงเรื่องในงานเขียน

เมื่อเรารู้แล้วว่าประเภทงานเขียนนั้นมีอะไรบ้าง สิ่งที่เราควรจะเรียนรู้ต่อไปว่าในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง หรือในนวนิยายเรื่องหนึ่งนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งถ้าเราไม่รู้เราอาจจะหลงทางได้ ทำให้เรารู้สึกเบื่อหรือหยุดเขียนไปเสียดื้น ๆ เพราะว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นมันไม่เหมือนที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรก นักเขียนที่เจนจัดในการวางโครงเรื่องนั้นจะพิถีพิถันกับจุดนี้มาก บางคนนั่งคิดโครงเรื่องเป็นวันหรืออาจจะเป็นเดือนก็มีอย่าง มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นที่รวยด้วยงานเขียนยุคหนึ่งนั้นวางโครงเรื่องได้เก่งมาก ซึ่งส่วนมากก็เอามาจากเรื่องใกล้ตัวทั้งสิ้น

อย่างที่กล่าวมาตามหัวข้อนั้นละครับ “โครงเรื่องหัวใจหลักของเรื่อง” งานเขียนเกือบทุกประเภทจะต้องมีโครงเรื่องก่อน โครงเรื่องในการสร้างงานเขียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประเภทใด เพราะโครงเรื่องจะทำให้ผู้เขียนรู้ว่าตนเองนั้นจะเขียนอะไร มีจุดมุ่งหมายอย่างไร เขียนเรื่องอะไร ประเภทไหน จนถึงจะดำเนินเนื้อเรื่องไปในรูปแบบใด และจะจบอย่างไร สรุปได้ว่าโครงเรื่องคือชุดของเหตุการณ์ที่ปรากฎอันเป็นทิศทางการดำเนิน เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งในการลำดับเรื่องราว (เล่าเรื่อง) นั้นควรจะต้องมีเหตุมีผล หรือสมเหตุสมผลต่อเนื่องกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือที่เรียกว่า “เอกภาพ” ซึ่งจำง่าย ๆ ว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร กับใคร และอย่างไร” เมื่อเราวางโครงเรื่องไว้เช่นนี้แล้ว สิ่งสำคัญคือการเขียนโครงเรื่องเอาไว้นั้นก็เพื่อกันลืม และก็กันไม่ให้เรื่องของเราหลุดออกนอกกรอบที่เราได้วางเอาไว้

หลักการเขียนโครงเรื่องง่ายๆ เช่น “นายกอเดินไปตลาดสดแล้วเจอกับแฟนเก่าที่เคยคบกันมาหลายปี เธอเดินมากับผู้ชายคนใหม่ นายกอทนเห็นภาพบาดตานั้นไม่ได้ จึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง ในขณะที่นายกอกำลังจะเดินข้ามถนนนั้น นายกอก็คิดถึงแต่ความหลังของเขากับเธอทำให้นายกอใจลอย มองไม่เห็นรถที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว แล้วรถก็ชนเข้ากับร่างของนายกออย่างแรง ทำให้นายกอกระเด็นและเสียชีวิตไปในที่สุด ในระหว่างที่นายกอกำลังจะสิ้นลมหายใจนั้นเอง แฟนเก่าก็ได้เดินเข้ามาดูเหตุการณ์และเห็นว่านายกอกำลังจะจากไป” นี้คือการว่างโครงเรื่องเอาไว้แบบหยาบ ๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับการวาดรูปที่จะต้องมีการลงลายเส้นเอาไว้เบื้อแรกก่อนที่จะละลายละเอียดและสีทีหลัง

การวางโครงเรื่องหรือพล๊อตเรื่องนั้น สามารถหาได้ง่าย ๆ จากสิ่งใกล้ตัว จากข่าว จากการฟังเรื่องต่างๆ ของคนใกล้ชิด หรือจากสิ่งที่เราเห็น แล้วเอามาผูกโยงใส่รายละเอียดตามที่เราต้องการ

โครงเรื่องนี้ละคือหัวใจที่สำคัญที่สุดของงานเขียน นักเขียนดี ๆ ดัง ๆ หลายคนสามารถสร้างเรื่องได้จากสิ่งใกล้ตัวที่พบเห็นอยู่ทุกวัน ลองมองดูสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรน่าสนใจแล้วสามารถนำมาแต่งเป็นเรื่องอะไรได้บ้าง แล้วจดบรรทึกไว้ดู ไม่แน่ฝึกทำบ่อย ๆ จนชำนาญ คุณอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ รวยด้วยงานเขียน อย่างเดียว คุณอาจจะรวยพล๊อตเรื่องหรือโครงเรื่องได้อีก

ตัวละคร สิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเขียน

สิ่งหนึ่งในงานเขียนที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ “ตัวละคร” ไม่ว่าเราจะเขียนเรื่องอะไรก็ตาม ตัวละครนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เพราะตัวละครคือผู้ประกอบพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในเรื่อง หรือเป็นผู้ได้รับผลจากเหตุการณ์นั้น ๆ ตัวละครนี้ไม่ได้จำกัดอยู่กับมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว ตัวละครอาจจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งคนและสัตว์ สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้

ตัวละครอาจแบ่งแยกได้เป็น 2 ลักษณะคือ

1.แบ่งตามลักษณะสำคัญของเรื่อง เช่น ตัวละครสำคัญ หรือตัวละครหลัก คือ พระเอก นางเอก ตัวร้าย ตัวละครรอง เป็นตัวละครที่มีความสำคัญน้อยกว่าตัวละครหลัก แต่มีบทบาทสนับสนุนตัวละครหลัก ตัวละครขัดแย้ง เป็นตัวละครที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวละครหลักเช่นกัน ตัวละครขัดแย้งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดปัญหา อุปสรรค และความขัดแย้งในเนื้อเรื่อง

2.แบ่งตามพฤติกรรมของตัวละคร ซึ่งเป็นแบบตัวละครคงที่ ตัวละครลักษณะนี้เป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะนิสัยคงที่ไม่เปลี่ยนตั้งแต่ ต้นเรื่องจนถึงจบเรื่อง และตัวละครซับซ่อน ตัวละครลักษณะนี้เป็นตัวละครที่มีความหลากหลาย มีความซับซ่อนทางอารมณ์ ความรู้สึก มากกว่าแบบแรก และตัวละครเช่นนี้เป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะความเป็นมนุษย์มากกว่า

เราจะหาตัวละครได้จากไหน? เป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายมาก ๆ คือเราก็หาเอาจากคนใกล้ตัวเรานั้นละ ไม่ว่าจะเป็นพี่ น้อง เพื่อน พ่อ แม่ ครู หรือเพื่อนบ้าน ทุกคนที่เรารู้จักนั้นเราสามารถนำมาเป็นตัวละครได้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องฝึกก็คือ ต้องจดจำบุคลิก ลักษณะนิสัย รวมถึงสรีระของคน ๆ นั้นไว้ เพื่อนำมาประกอบในงานเขียน เราอาจจะจดบันทึกเอาไว้ก็ได้ว่า เพื่อนเราคนนี้มีนิสัยอย่างไร ชอบใช้คำอะไรติดปาก ชอบกินอะไร ขี้โมโหหรือเปล่า สูง ขาว ผอม อ้วน ฯลฯ เพราะเวลาเรามาอธิบายในงานเขียนแล้วเราจะได้นำมาใช้โดยไม่ติดขัด

มีนักเขียนมากมายที่หยิบเอาบุคลิกลักษณะญาติพี่น้องของตัวเองมาสร้างเป็นตัวละคร เพราะทำให้สามารถเขียนได้ง่าย เหมือนดั่งว่าเรารู้จักตัวละครนั้น ๆ เป็นอย่างดี ยิ่งเราเก็บรายละเอียดของคนที่รู้จักได้มากเท่าไร ก็ทำให้เรามีตัวละครมากขึ้นเท่านั้น เพราะแต่ละคนก็มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันออกไป และเมื่อเรามีตัวละครมากขึ้น ก็ทำให้เราสามารถเขียนหนังสือได้เยอะขึ้น แน่นอนทำให้เราสามารถรวยด้วยงานเขียนในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วยครับ

บทสนทนาในงานเขียน

ในการเขียนเรื่องนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุดแต่ก็ไม่ง่ายเลยนั้นก็คือ “บทสนทนา” ซึ่งบทสนทนานั้น คือถ้อยคำในการพูดหรือสนทนาของตัวละครในเรื่อง ซึ่งมี 2 ตัวละครขึ้นไป หรืออาจจะให้ตัวละครสนทนากับตนเองก็ได้ บทสนทนาควรจะอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ “…” และวิธีการโต้ตอบของตัวละครความจะแยกกันไว้คนละบรรทัด

การเขียนบทสนทนานั้นก็ควรจะเขียนไปตามพฤติกรรมของตัวละคร เหมือน ๆ กับที่เราพูดคุยกับคนอื่น ๆ ชีวิตประจำวันนั้นล่ะ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะใช้การบรรยายพฤติกรรมของตัวละครเพิ่มไปข้างท้ายก็ได้เช่น

“กูว่าสิ่งที่มึงทำนั้นมันผิดจริง ๆ ใครจะรับมึงได้ก็เรื่องของมึง ส่วนกูกูรับไม่ได้” ชาติชัยตะคอกใส่หน้าเพื่อนอย่างหัวเสียก่อนที่จะเดินจากไป
ที่ยกตัวอย่างมานี้คือคำพูดที่คนทั่วไปใช้กันในยามโกรธ โดยการเน้นบรรยายข้างท้ายนั้นคือการบ่งบอกอารมณ์ระดับความรู้สึกต่อเหตุการณ์ของตัวละครว่าอยู่ในระดับไหน

เคยมีนักเขียนท่านหนึ่งที่เขียนหนังสือจนรวยด้วยงานเขียน เพราะหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมานั้นถูกนำไปสร้างเป็นละครโด่งดังมากมาย เคยกล่าวไว้ว่า การฝึกในการเขียนบทสนทนาให้ได้ดีนั้นควรดูจากละครหรือภาพยนตร์ เพราะบทภาพยนตร์นั้นต่างจากงานเขียนตรงที่ไม่มีการ “พรรณนาโวหาร” หรือ “การบรรยายฉาก” เพราะภาพยนตร์จะใช้ภาพเป็นตัวบรรยายแทน แต่ที่เหมือนกันนั้นก็คือ “บทสนทนา” ที่จะต้องมี ลองดูอารมณ์ตัวละครในขณะที่พูด ณ ตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร รวมถึงพฤติกรรมของตัวละครที่ส่งผลถึงคำพูดด้วย ถ้าหากเราฝึกการมองจากบทภาพยนตร์มาก ๆ แล้ว บทสนทนาในงานเขียนก็ไม่ยากจนเกินไป

มุมมองการเล่าเรื่องของนักเล่าเรื่องที่ดี

การเล่าเรื่องนั้นนอกจากจะมีองค์ประกอบที่กล่าวมาแล้วนั้น เรื่องของมุมมอง หรือกลวิธีการเล่าเรื่องนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งมุมมองที่ว่านี้ก็คือ เมื่อผู้เขียนจะลงมีเขียนผู้เขียนควรจะกำหนดไว้ก่อนว่าจะให้ใครในเรื่องเป็นผู้เล่าเรื่อง โดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 กลวิธีการเล่าดังนี้

1.ตัวละครใดหรือตัวละครหนึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง โดยตัวละครผู้เล่าในลักษณะนี้จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 เช่น ฉัน ข้า ผม ข้าพเจ้า เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง กลวิธีการเขียนในลักษณะนี้ค่อนข้างจะง่าย และเป็นกลวิธีการเขียนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเขียน

2.ผู้เขียนเป็นผู้เล่าเอง ลักษณะการเขียนแบบนี้ค่อยข้างจะยาก และแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ เขียนเป็นผู้เล่าแบบรู้แจ้ง คือผู้เขียนล่างรู้ทุกสิ่งของตัวละครทุกตัว ทั้งพฤติกรรม นิสัย บุคลิก ลักษณะ ท่าทาง รู้แม้กระทั่งความลับและความในใจของตัวละคร อีกลักษณะการเขียนคือ ผู้เขียนเขียนโดยล่วงรู้ถึงตัวละครหลักเพียงตัวเดียว แต่จะไม่ล่วงรู้ถึงสิ่งต่างๆ ของตัวละครอื่นๆ ส่วนมากการเขียนในลักษณะนี้จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 เช่น เธอ หล่อน เขา หรือใช้ชื่อของตัวละครแทนก็ได้

3.เล่าโดยกระแสจิตประหวัด เป็นการเล่าเรื่องแบบบักทึกความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร กลวิธีการเขียนในลักษณะนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นกลวิธีการเขียน “แนวจิตสำนึก”

4.เล่าโดยการผสมผสานทุกวิธี โดยใช้กลวิธีการเล่าเรื่อง่านกลวิธีทั้งสองวิธี เช่น การเล่าเรื่องโดยผ่านมุมมองบุรุษที่ 1 และ มุมองบุรุษที่ 3 ในเรื่องเดียวกัน หากเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ อยากจะแนะนำให้หัดเขียนในแบบมุมมองของบุรุษที่ 1 ก่อน ซึ่งมุมมองการเขียนแบบนี้นั้น เหมือนกับการเขียนจากความคิดของเราเองล้วนๆ หรือเขียนบันทึกประจำวันนั้นล่ะ เพราะมันง่ายต่อการเขียนและง่ายต่อการควบคุมเรื่องที่เราจะเขียนอีกด้วย

งานเขียนเล่มหนึ่งที่อยากให้ลองอ่านดู เพราะใช้การเขียนแบบมุมมองบุรุษที่ 1 ได้เป็นอย่างดีคือ “ลับแลแก้งคอย” ของคุณอุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่สามารถเขียนได้หลายแนวจนปัจจุบันรวยด้วยงานเขียนไปแล้วนั้น งานชิ้นนี้เป็นนวนิยายที่เขียนจากมุมมองบุรุษที่ 1 ล้วนๆ คล้ายงานบันทึกอัตชีวประวัติของตัวเอกของเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถได้อรรถรสร่วมไปกับตัวละครได้ไม่ยาก ซึ่งหากเราชำนาญการเขียนด้วยมุมมองบุรุษที่ 1 แล้วเราจึงลองเขียนมุมมองอื่นๆ ดู

บรรยากาศ ฉาก ในงานเขียนต้องพรรณาให้ถึงอารมณ์

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ภาพยนตร์หรือละครมีส่วนต่างกับเรื่องแต่งตรงที่ ภาพยนตร์ไม่มีการบรรยายฉากหรือบรรยากาศ โดยภาพยนตร์จะใช้ตัวละครหรือภาพเป็นตัวบรรยายเอง ฉากและบรรยากาศ รวมถึงสถานที่ สิ่งแวดล้อมที่ตัวละครอยู่ หรือเหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้น ฉากและบรรยากาศนี้อาจจะเป็น สถานที่ตั้ง อาชีพ การดำรงชีวติของตัวละคร เวลา ยุค วัน เดือน ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมของตัวละคร

การบรรยายฉากและบรรยากาศนั้นก็เหมือนกับการที่เราจดจำบุคลิกของตัวละคร ที่นำมาจากคนใกล้ชิดนั้นละ หมายถึง เราจะต้องเอาจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดมาบรรยาย หรืออย่างน้อยเราจะต้องเคยไปหรือเห็นสถานที่แห่งนั้นมาก่อน เราถึงจะบรรยายฉากหรือบรรยากาศได้ดี แต่ก็มีนักเขียนที่เขียนแนวย้อนยุคดังๆ หลายคนที่ รวยด้วยงานเขียน นั้น อาจจะไม่เคยเห็นเลยว่าคนสมัยก่อนอยู่กินกันอย่างไร หรือมีสภาพแวดล้อมเช่นไร แต่ทำไมถึงสามารถเขียนหนังสือออกมาได้ ที่พวกเขาสามารถเขียนได้นั้นก็มาจากการค้นคว้าหาความรู้จากเอกสารวิชาการ หรืออาจจะไปเดินดูที่พิพิธภัณฑ์ที่เขาจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ และจดจำเอาไว้ก่อนจะนำมาใส่ในรายละเอียดของเรื่อง

แต่ถ้าหากเริ่มเขียนก็ควรจะเขียนในยุคที่ใกล้ตัวที่สุด เพราะมันง่าย และจะทำให้คนอ่านนั้นจับผิดในงานเขียนของเราได้ยาก ซึ่งถ้าหากเราไม่มีความชำนาญในงานเขียนแล้วละก็ คนอ่านสามารถรู้ได้เลยว่าเรารู้จริงหรือไม่ ซึ่งนั้นก็จะทำให้นักอ่านไม่ยอมรับผลงานของเรา และสิ่งที่เราฝันไว้ว่าจะรวยด้วยงานเขียน ก็เป็นอันจบไป

เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำในการเขียนฉากหรือบรรยากาศคือ เมื่อเรานั่งพักผ่อนหรือเดินทางไปไหน เราเห็นอะไรก็ลองบรรยายสิ่งที่เราเห็นในใจ เช่น คุณกำลังนั่งกินกาแฟอยู่ในร้านริมถนนก็ลองบรรยายสภาพทั่วไปที่เห็นออกมาเช่น “ท้องถนนของยามสายในวันนี้รถดูแน่นไปหมด แม้ว่าจะเป็นวันหยุดก็ตาม ทำให้ความรู้สึกของนทีที่ขุ่นมัวอยู่ ยิ่งขุ่นมัวมากขึ้นไปอีก และดูเหมือนจะมากกว่าความขุ่นมัวของควันรถบนท้องถนนเสียอีก” นี้คือตัวอย่างหนึ่งที่เราบรรยายบรรยาศการจากสิ่งที่เห็นในขณะที่นั่งจิบกาแฟอยู่

เป็นอันว่าองค์ประกอบในงานเขียนเรื่อง ๆ หนึ่งก็มีเท่านี้ คุณจะเป็นนักเขียนที่ดีไม่ได้เลยหากไร้ซึ่งการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอครับ