วิธีการเป็นคนรวย

วิธีส่งผลงานเขียนไปสํานักพิมพ์หรือนิตยสาร

หาที่ตีพิมพ์ผลงาน

วิธีหาที่ตีพิมพ์ผลงานในงานเขียน

หลังจากที่เรารู้แล้วว่างานเขียนนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และแบ่งเป็นกี่ประเภท หลายคนคงพอเข้าใจแนวทางการเขียนขึ้นมาบ้างแล้ว ต่อจากบทนี้ไปก็จะเป็นเรื่องของการนำเสนอผลงานออกเผยแพร่ แน่นอนไม่มีใครหรอกที่เขียนออกมาเป็นเรื่องๆ แล้วอยากจะเก็บเอาไว้อ่านคนเดียว ทุกคนก็อยากจะแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้อ่านกันทั้งนั้น ซึ่งนอกจากจะได้แบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านแล้ว ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จากงานเขียนจนถึงขั้นรวยด้วยงานเขียนก็เป็นได้

ทุกคนคงเคยเปิดนิตยสารกันมากมากบ้างน้อยบางตามแต่โอกาส ในนิตยสารเล่มหนึ่ง ๆ นั้นจะประกอบไปด้วยคอลัมน์ต่างๆ ทั้งคอลัมน์ประจำและไม่ประจำ นอกจากนั้นยังมีเรื่องสั้น นิยาย บทกวี และสารคดี รวมอยู่ในนิตยสารเล่มเดียวกันนั้นด้วย เคยสงสัยไหมว่าเรื่องเหล่านั้นมาจากไหน? แน่นอนไม่มีนักเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี หรือสารคดีประจำนิตยสารหรอก ส่วนมากมาจากนักเขียนส่งมาเพื่อให้บรรณาธิการพิจารณาตีพิมพ์ทั้งนั้น

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไงละว่าที่ไหนรับเรื่องสั้นและงานเขียนอื่นๆ บ้าง มีหลายวิธีที่จะรู้บางครั้งดูจากหน้าเคดิสผู้จัดทำของนิตยสาร ถ้าหากรับพิจารณาต้นฉบับงานเขียนทางนิตยสารมักจะเขียนไว้เสมอๆ ประมาณว่า “รับพิจารณาต้นฉบับจากทางบ้าน” แต่หากไม่เขียนไว้ละ ก็มีอีกวิธีหนึ่งคือโทรฯ ไปสอบถามที่กองบรรณาธิการนิตยสารเล่มนั้นๆ โดยตรงเลยไม่ต้องอาย เพราะทางนิตยสารยินดีที่จะบอกอยู่แล้ว

เมื่อเรารู้แล้วว่านิตยสารนั้นๆ เปิดรับพิจารณาต้นฉบับงานเขียนจากทางบ้าน เราก็มองดูว่างานเขียนที่เราเขียนอยู่นั้นเหมาะกับนิตยสารเล่มนั้นๆ หรือไม่ เช่นหากเรามีเรื่องสั้นที่เขียนเกี่ยวกับความรักล้วนๆ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแนววัยรุ่นหรือวัยหวาน เราควรจะหานิตยสารเกี่ยวกับวัยรุ่น ไม่ใช่ส่งไปนิตยสารการเมืองที่รับพิจารณาเรื่องสั้นแนวหนักๆ เช่นกันหากเรามีสารคดีอยู่เรื่องหนึ่งเราก็ลองเปิดดูว่ามีนิตยสารไหนมีคอลัมน์เกี่ยวกับสารคดีบ้าง เราก็ส่งผลงานของเราไปให้ทางนิตยสารเล่มนั้นๆ ตีพิมพ์

ก่อนที่เราจะส่งผลงานทุกครั้ง จะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือหรือนิตยสารเล่มนั้นๆ เสียหน่อยว่าเขารับพิจารณางานเขียนแนวหรือประเภทไหน เพราะหากงานเขียนเราดีมากเพียงใด แต่ไม่ตรงกับนิตยสารนั้นๆ เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ตีพิมพ์ครับ งานเขียนของคุณต้องไปในที่ๆ ควรจะอยู่ครับ

ต้นฉบับงานเขียนนิตยสาร

วิธีการส่งต้นฉบับงานเขียนไปที่นิตยสารต่างๆ

คราวที่แล้วได้บอกถึงวิธีการดูหรือหานิตยสารที่จะรับตีพิมพ์ผลงานจากทางบ้านไปแล้ว บทนี้ก็จะว่าด้วยเรื่องวีธีส่งต้นฉบับไปลงนิตยสารต่าง ๆ ว่ามีขั้นตอนและวิธีอย่างไร มีกฎ กติกา มารยาทแบบใดบ้าง เพราะขั้นตอนนี้ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ควรจำในการส่งต้นฉบับมีดังนี้

เรื่องคำผิด สมัยก่อนนั้นนักเขียนมักจะเขียนเป็นลายมือหรือย่างดีก็พิมพ์ดีด ฉะนั้นเมื่อมีการเขียนผิดก็ต้องมีการลบบ้างแก้ไขบ้าง ทั้งยางลบหรือน้ำยาลบความผิด ทว่าสมัยนี้นั้นเป็นคอมพิวเตอร์และปริ๊นออกมา โอกาสที่จะมีคำผิดนั้นน้อยมากๆ ฉะนั้นพยายามตรวจทานให้ดีก่อนจะปริ๊นออกมา ต้นฉบับต้องสะอาดเป็นระเบียบ จัดซ้ายขวาให้ดี ใส่เลขหน้าด้วย บรรณาธิการที่อ่านต้นฉบับบางแห่งจะถือกับเรื่องเหล่านี้มาก ผิดไม่กี่คำไม่เป็นไร แต่ผิดทุกย่อหน้าหรือผิดมากไปต้นฉบับเราก็อาจจะมีสิทธิ์ลงตะกร้าได้ง่าย ๆ

อย่าตีตัวเสมอญาติ ในการส่งเรื่องผลงานไปให้บรรณาธิการนิตยสารต่างๆ พิจารณานั้นนอกจากส่งผลงานไปแล้วยังต้องมี “ใบปะหน้า” หรือ “ใบนำเสนอ” ไปด้วยหนึ่งใบ เพื่อให้บรรณาธิการรู้ว่าเราส่งอะไรไป ทางบรรณาธิการจะได้ส่งไปให้เจ้าหน้าที่ได้ถูก ที่ว่าอย่าทำเสมอญาตินั้นคือ หากเรารู้จักหรือไม่รู้จักบรรณธิการก็ไม่สมควรจะจะเรียกแบบกันเองเช่น

“สวัสดีค่ะคุณอา…… หรือ สวัสดีครับคุณลุง….”

อะไรแบบนี้ เป็นการเสียมารยาท บรรณาธิการบางท่านอาจจะไม่อ่านผลงานของเราเลยก็ได้ ควรจะเขียนแบบเคารพนับถือว่า

“เรียนบรรณาธิการนิตยสาร…..ที่เคารพ”

ซึ่งดูจะเหมาะสมกว่า

รายละเอียดต้องมี ในใบปะหน้าที่กล่าวไปแล้วนั้นควรจะใส่รายละเอียดเท่าที่มีเกี่ยวกับงานของเราและตัวเราลงไปด้วยเช่น ผลงานประเภทอะไร กี่ชิ้น ชื่อผลงาน ชื่อ-นามสกุลจริง นามปากกาที่ใช้ ที่อยู่ และที่ขาดไม่ได้คือหมายเลขบัญชีธนาคารกรณีที่ผลงานของเราผ่านการพิจารณาได้ตีพิมพ์ เพราะจะลดขั้นตอนในการติดตาม บางแห่งที่กองบรรณาธิการมีงานเยอะอาจจะไม่ติดตามเลยด้วยซ้ำ เราเป็นคนที่จะต้องไปติดตามและแจ้งหมายเลขบัญชีแก่เขาเอง

ขั้นตอนนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนักเขียนใหม่นั้น มักจะข้ามหรือละเลยขั้นตอนนี้ไปเยอะ อย่าคิดว่ามันไม่สำคัญ เพราะการจะเป็นนักเขียนอาชีพ รวยด้วยงานเขียน แล้วละก็กฎ กติกา มารยาทเป็นสิ่งสำคัญครับ

ต้นฉบับงานเขียนสำนักพิมพ์

วิธีการส่งต้นฉบับงานเขียนไปสำนักพิมพ์ต่างๆ

ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึงเรื่องการส่งผลงานไปตามนิตยสารต่าง ๆ แล้ว มาบทนี้ขอพูดถึงเรื่องการส่งไปที่สำนักพิมพ์บ้าง การส่งผลงานไปให้ทางสำนักพิมพ์พิจารณานั้นยากกว่าการส่งไปให้ทางนิตยสารพิจารณามาก ซึ่งต้นฉบับที่เรามีต้องสมบูรณ์ ตรวจแก้ไขคำผิดให้ดี ถึงแม้ว่าทางสำนักพิมพ์จะมีคนทำหน้าที่พิสูจน์อักษรก็ตาม ซึ่งการส่งผลงานในแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามนี้

เรื่องสั้น การส่งผลงานไปสำนักพิมพ์นั้นถ้าเป็นเรื่องสั้นต้องไม่ควรต่ำกว่า 8 เรื่องหรือรวมๆ แล้วประมาณ 80 หน้ากระดาษเอสี่ มีใบแสดงรายละเอียดว่าผลงานของเราเคยตีพิมพ์ที่นิตยสารใดมาบ้าง ฉบับที่เท่าไร พร้อมประวัติส่วนตัวแบบย่อแนบประกอบไปด้วย ส่วนใบปะหน้านั้นไม่จำเป็นต้องใส่หมายเลขบัญชี แต่ต้องใส่รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราให้ครบ ที่อยู่ เบอร์โทรฯ ต่างๆ เหล่านี้ละเลยไม่ได้เด็ดขาด

นิยาย การส่งนิยายก็คล้ายๆ กับส่งเรื่องสั้นนั้นละ แต่ต่างกันตรงที่ควรจะมีเนื้อเรื่องอย่างย่อแนบไปด้วย การเขียนเนื้อเรื่องอย่างย่อก็แบบเดียวกับการเขียนรีวิวหนังตามที่เคยเห็นในหนังสือพิมพ์นั้นเองว่า ตัวละครเป็นอย่างไง ใครพระเอก ใครนางเอก จุดขัดแย้งของเรื่องอยู่ที่ไหน แก่นเรื่องคืออะไร โดยรวมคือดึงเอาความน่าสนใจของเรื่องที่เราเขียนออกมาแบบย่อให้กับทางบรรณาธิการได้อ่าน ซึ่งถ้าหากเขียนบทย่อได้น่าสนใจบรรณาธิการก็จะลงมืออ่านต้นฉบับๆ เต็ม นิยายที่ส่งไปนั้นก็ไม่ควรจะสั้นมากนักไม่ควรต่ำกว่า 80 หน้ากระดาษ A 4

บทกวี การส่งบทกวีก็เช่นเดียวกับเรื่องสั้นนั้นเอง ผลงานที่จะรวมเล่มเป็นบทกวีได้ก็ไม่ควรต่ำกว่า 50 ชิ้น ไม่ว่าจะกลอนเปล่าหรือกลอนฉันทลักษณ์

สารคดี สารคดีก็เช่นกันเราจะต้องเจาะจงไปเลยว่าสารคดีที่เราเขียนนั้นเป็นสารคดีประเภทใด เพราะสารคดีมีหลายประเภท ทั้งสารคดีท่องเที่ยว สารคดีเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ สารคดีเดินป่า แบ่งหมวดหมู่และหัวข้อให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือรูปภาพ และรูปภาพนั้นจะต้องตั้งชื่อให้หมดว่ารูปนั้นชื่ออะไร แต่ไม่ต้องปริ๊นหรือล้างรูปส่งไปให้บันทึกใส่แผ่นซีดีไปต่างหาก

การส่งต้นฉบับไปสำนักพิมพ์เพื่อให้พิจารณาร่วมเล่มนั้น จะต้องอาศัยระยะเวลาและการอดทนในการรอผล ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือจะต้องรู้กฎ กติกา มารยาทอย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว อีกอย่างคือความสะอาดและเป็นระเบียบของต้นฉบับด้วย เมื่อเราสามารถทำได้ดังนี้แล้วการจะได้พิจารณาร่วมเล่มกับสำนักพิมพ์หรือการก้าวไปสู่บันไดของ รวยด้วยงานเขียน ก็อยู่ไมไกลเกินเอื้อม

ความอดทน

ความอดทนคือก้าวแรกของความสำเร็จ

การส่งต้นฉบับไปยังนิตยสารและสำนักพิมพ์พิจารณานั้นจะต้องมีระยะเวลา ซึ่งระยะเวลาในการพิจารณานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง แต่จะแยกเป็น 2 ประเภทคือ

ระยะเวลาการส่งผลงานให้นิตยสารพิจารณา ตามแผงหนังสือเราจะเห็นว่ามีนิตยสารหลายประเภทมากมาย และแต่ละนิตยสารก็มีเวลาในการออกจำหน่ายที่แตกต่างกันไป เช่น นิตยสารรายสัปดาห์นั้นจะออกทุกวันศุกร์ นิตยสารรายปักษ์ก็จะออกทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน นิตยสารรายเดือนก็จะออกทุกต้นเดือนของทุกเดือน ฉะนั้นระยะเวลาในการพิจารณาก็จะแตกต่างกันไป นิตยสารรายสัปดาห์นั้นจะมีระยะเวลาพิจารณาระหว่าง 1 – 3 เดือน นิตยสารรายปักษ์จะมีระยะเวลาพิจารณาระหว่าง 3 – 6 เดือน นิตยสารรายเดือนนั้นจะมีระยะเวลาพิจารณาระหว่าง 6 – 8 เดือน เราจะเห็นว่าการพิจารณานั้นแตกต่างกันมาก

ส่วนการส่งผลงานให้สำนักพิมพ์พิจารณานั้นจะอยู่ที่ขั้นต่ำ 3 เดือน ถึง 1 ปี แล้วแต่ว่าสำนักพิมพ์นั้นได้วางกำหนดในการออกหนังสือปีละกี่เล่ม

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วความอดทนรอเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากครับ ระหว่างที่รอพิจารณาอยู่นั้นเราก็สร้างผลงานชิ้นใหม่ต่อไป อย่าไปพะวงว่างานเราจะผ่านหรือไม่ผ่าน หากไม่ผ่านเราก็เอาไปส่งที่อื่นได้ไม่มีปัญหา และที่สำคัญนิตยสารจะไม่ตอบหรือบอกเราว่าผ่านหรือไม่ แต่เราจะรู้ได้อย่างไง? ก็รู้จากระยะเวลาที่กล่าวไปแล้วนั้นเอง ส่วนสำนักพิมพ์ละเราจะรู้ได้ไง สำนักพิมพ์นั้นเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งคือ 3 เดือนแล้วไม่ได้รับการตอบรับจากบรรณิการเราสามารถโทรไปสอบถามได้ แต่นิตยสารไม่สมควรจะโทรไปสอบถามต้องระยะเวลาเท่านั้นเป็นตัวตัดสิน

ทว่าเรารอไม่ได้ละจะทำอย่างไง? จะสามารถส่งไปหลาย ๆ สำนักพิมพ์หรือหลาย ๆ นิตยสารพร้อมกันได้หรือไม่? ขอตอบตรงนี้เลยว่าไม่ได้เด็ดขาด เพราะเป็นมารยาทที่รู้จักกันดีในแวดวงในเรื่องการส่งผลงานที่เรียกว่า “ซ้ำซ้อน” แต่ถ้าหากเราไม่ยากรอละจะทำอย่างไง? ถ้าหากเรารอไม่ได้ให้ทำการ “ถอนเรื่อง” จากนิตยสารหรือสำนักพิมพ์นั้น ๆ โดยส่ง email หรือจะเป็นจดหมาย หรือจะโทรศัพท์ไปบอกกล่าวกับบรรณาธิการนิตยสารหรือสำนักพิมพ์นั้น ๆ เสียว่า “ขอถอนเรื่อง….” เท่านี้ก็เป็นอันจบ แต่เมื่อเราขอถอนเรื่องแล้ว เราก็จะได้ต้นฉบับคืน

การเขียนหนังสือนั้นนอกจากจะใช้ความชำนาญทางภาษาและอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่สำคัญคือความอดทนต่อการรอตีพิมพ์ เพราะนี้คือบมทดสอบว่าคุรจะสามารถ รวยด้วยงานเขียนได้หรือไม่

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับบทความ วิธีส่งผลงานเขียนไปสํานักพิมพ์หรือนิตยสารที่รับพิจารณาต้นฉบับงานเขียน หวังว่าจะทำให้ท่านสนใจหารายได้จากเขียนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้นะครับ