วิธีการเป็นคนรวย

รายได้ของนักเขียนเมื่อผลงานได้ถูกตีพิมพ์

รายได้จากงานเขียน

รายได้จากงานเขียนเมื่อตีพิมพ์ลงในนิตสาร

บทนี้จะเป็นการพูดถึงรายได้ของนักเขียนจากการเขียนหนังสือล้วน ๆ นักเขียนที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถรวยด้วยงานเขียนมีมากมาย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้พวกเขาเหล่านั้นก็ผ่านการเป็นนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งมีรายได้น้อย ๆ ทั้งสิ้น

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยแล้วใช่ไหมว่ารายได้จากการเขียนเรื่องสั้นซักเรื่อง บทกวี หรือนิยายนั้นตามหน้านิตยสารเขามีรายได้กันเท่าไร ซึ่งตอบได้ว่าไม่แน่แล้วแต่นิตยสาร บางนิตยสารให้มาก บางนิตยสารให้น้อย และรายได้ก็ตามแต่ละประเภทของผลงานอย่าง เรื่องสั้นนั้น นิตยสารที่เห็นตามแผงทั่วไปอยู่ที่ 1,200 – 3,000 บาทต่อหนึ่งเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่านิตยสารนั้น ๆ มีทุนเยอะขนาดไหน และสมมุติว่าเราเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งมีขนาดยาว แล้วทางนิตยสารลงให้เป็นสามตอนหรือสามฉบับละเราจะได้เท่าไร? เราก็จะได้เพิ่มขึ้นไปอีก เช่น เรื่องสั้นของเราลงนิตยสารไป 3 ตอน 3 ฉบับ ทางนิตยสารจ่ายค่าเรื่องสั้นเรื่องละ 1,500 บาท เมื่อได้ลง 3 ฉบับก็เอา 3 คูณเข้าไปก็คือ 1,500 คูณ 3 ก็เท่ากับ 4,500 บาท บทกวี บทกวีนั้นจะน้อยกว่าเรื่องสั้น เช่นเรื่องสั้นอยู่ที่ 1,500 บาท บทกวีจะอยู่ที่ 1,000 – 800 บาท ต่อหนึ่งชิ้น ส่วน นิยาย นั้นอยู่ที่ 1,000 – 3,000 บาทต่อตอน อันนี้ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของนักเขียนเองด้วย

การจ่ายเงินของนิตยสารนั้นก็มีระยะเวลาต่างกันไป แต่ส่วนมากจะจ่ายหลังจากหนังสือวางแผงไปแล้วหนึ่งเดือน การจ่ายนั้นก็จ่ายโดยการโอนเงินเข้าบัญชีที่เราเขียนแนบไปในตอนส่งต้นฉบับนั้นละ แต่ก็มีนิตยสารบางฉบับที่จ่ายช้าคือตั้งแต่ 2 เดือน ถึง 3 เดือนก็มี

แล้วจะถูกหักภาษีไหม? ถูกหักครับแต่ไม่มาก เช่นเรื่องละ 1,500 บาทก็ถูกหักภาษีประมาณ 50 บาท สรุปนักเขียนจะได้ 1,450 บาทนั้นเอง รายได้ที่เขียนเอาไว้นี้แม้มันจะดูน้อย แต่หากเราเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้วก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งบางนิตยสารอาจจะเชิญให้เราไปเขียนคอลัมน์ประจำตามแต่เราถนัดก็ได้ ฉะนั้นอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วนั้นคือเป็นนักเขียนต้องอดทน ทั้งต้องอดทนต่องานเขียน และอดทนต่อรายได้ที่จะได้รับ แต่เชื่อเถอะว่าหากเราเอาจริงเอาจังและอดทนได้ในระดับหนึ่งแล้วเราก็จะรวยจากงานเขียน ได้ไม่ต่างกับนักเขียนอื่นๆ

รายได้จากสำนักพิมพ์

รายได้ของผลงานเราจากสำนักพิมพ์

ตอนที่แล้วพูดถึงรายได้ของงานเขียนของเราจากนิตยสาร บทนี้จะว่าด้วยรายได้ของเราจากสำนักพิมพ์บ้าง ซึ่งมีหลายแบบทั้งแบบมาตรฐานและไม่มีมาตรฐานหรือเรียกง่าย ๆ ว่าเอาเปรียบนักเขียนนั่นเอง

สำนักพิมพ์เมื่อตกลงพิมพ์งานของเราแล้ว จะมีการเซ็นสัญญา และจ่ายค่า“ลิขสิทธิ์” ให้แก่เรา ซึ่งระยะเวลาการจ่ายเงินนั้นไม่เท่ากัน บางแห่งจ่ายหลังจากหนังสือวางแผน 30 วัน บางแห่งแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตั้งแต่ 3 – 6 เดือน บางแห่งก็จ่ายทั้งทีหลังจากที่เซ็นสัญญา แล้วรายได้ละมันเท่าไร? โดยมาตรฐานเลยคือ 10% ของราคาปกคูณด้วยยอดพิมพ์ หมายถึงหากหนังสือของเราราคา 100 บาท 10% คือ 10 บาท หนังสือเราพิมพ์ 1000 เล่ม ก็คือ 10 คูณด้วย 1,000 เท่ากับ 10,000 บาท แต่ก็มีบางสำนักพิมพ์ที่ทุนไม่มากนักก็จะจ่ายแค่ 8% ซึ่งหากเราเข้าใจก็พอจะรับได้

แต่สำนักพิมพ์บางแห่งก็จ่ายแบบไม่มีมาตรฐานหรือเอาเปรียบนักเขียนก็มี แล้วมันเป็นอย่างไรละ? สมุมติว่าตกลงจะพิมพ์หนังสือของเราทางสำนักพิมพ์จะจ่าย 10% ก็จริง แต่จะจ่ายในลักษณะจ่ายตามยอดขาย คือ หนังสือของเราราคา 100 บาท จ่าย 10% ก็เท่ากับ 10 บาท จ่ายตามยอดขายก็คือ หนังสือเราขายได้เท่าไรก็จ่ายเท่านั้น ถ้าหนังสือเราวางแผนแล้วเดือนแรกหนังสือของเราขายได้ 5 เล่ม ก็เท่ากับ 5 คูณ 10 บาท ซึ่งก็จ่ายให้เราเป็นเงิน 50 บาทนั้นเอง แบบนี้เห็นมีหลายสำนักพิมพ์ โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่ทุนไม่สูง และมักจะหากินกับนักเขียนที่ยังไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์มาก่อน พอเห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจพิมพ์งานของตนก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดดีพอจึงตกลงเซ็นสัญญาไป ปรากฏว่าเป็นการจ่ายตามยอดขาย ซึ่งการจ่ายแบบนี้กว่าเราจะได้เงินก็ช้า เพราะหนังสือของเราไม่ได้ขายดี ขายได้เดือนละสามสี่เล่มก็ได้แค่ 30 – 40 บาทเท่านั้นเอง

อีกแบบซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำเช่นกัน แต่แบบนี้เป็นการตกลงใจของทั้งสองฝ่ายคือจ่ายแบบ “เหมาจ่าย” วิธีนี้เมื่อเราเสนองานไปผ่านการพิจารณาสำนักพิมพ์ตอบตกลงว่าจะพิมพ์ แต่จะจ่ายแบบเหมาจ่ายไปตามราคาเช่น 15,000 – 25,000 บาท วิธีการจ่ายแบบนี้ยังดีกว่าการจ่ายแบบจ่ายตามยอดขาย เพราะนักเขียนก็ได้รับเงินเป็นก้อน ไม่ต้องไปรอรับแต่ละเดือนด้วยเงินเพียงน้อยนิด

การจ่ายเงินของสำนักพิมพ์โดยหลัก ๆ แล้วจะจ่ายเป็นสามแบบอย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่มาตรฐานที่สุดคือการจ่ายแบบแรก เพราะทำให้นักเขียนและสำนักพิมพ์ไม่เสียเปรียบซึ่งกันและกัน ถ้าคิดจะ รวยด้วยงานเขียน แล้วละก็ก่อนที่จะเซ็นสัญญาพิมพิ์หนังสือควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงินให้ดีก่อนครับ

ลิขสิทธิ์งานเขียน

ข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์งานเขียนและการตีพิมพ์ใหม่

บทความที่แล้วได้กล่าวถึงการตีพิมพ์งานเขียนกับสำนักพิมพ์ไปแล้ว ซึ่งได้กล่าวถึงการเซ็นสัญญาด้วย บทนี้จะเขียนเรื่องเซ็นสัญญาในการตีพิมพ์ผลงานของเรากับสำนักพิมพ์ เผื่อนักเขียนหน้าใหม่หรือที่นักเขียนยังไม่เคยมีผลงานผ่านการตีพิมพ์กับนิตยสารให้ได้ทราบว่าอะไรเป็นอะไร

โดยมาตรฐานสัญญาการตีพิมพ์ผลงานเขียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหน สัญญาจะมีอายุประมาณ 3 ปี ตรงนี้ขอขยายความอีกนิดก่อน หมายถึงนับตั้งแต่วันเซ็นสัญญานั้น ผลงานของเราที่สำนักพิมพ์นำไปตีพิมพ์จะอยู่ที่สำนักพิมพ์ 3 ปี โดย 3 ปีนี้ห้ามนักเขียนนำผลงานนั้นๆ ไปเสนอหรือตีพิมพ์ที่ไหน บางที่เคร่งถึงขนาดห้ามนำไปโพส์ตามอินเตอร์เน็ทด้วยซ้ำ สัญญานี้เรียกอีกอย่างว่า “สัญญาเช่าลิขสิทธิ์” แต่ถ้าหมดอายุสัญญา 3 ปีแล้ว นักเขียนก็สามารถนำผลงานนั้นๆ ไปนำเสนอให้สำนักพิมพ์อื่นตีพิมพ์อีกได้ นี้คือตัวอย่างของสัญญาที่ทำเพียงแค่ 3 ปี

แต่ก็อาจจะมีบางที่ที่มีอายุถึง 5 ปี ซึ่งความเห็นส่วนตัวแล้วนั้นมันอาจจะนานเกินไป เหตุผลทำไมมันนานเกินไป ตัวอย่างถ้าหากคุณเซ็นสัญญาไปแล้วรับเงินเรียบร้อยไม่มีปัญหา แต่สัญญานั้นมีอายุ 5 ปี แน่นอนระหว่าง 5 ปีนี้คงไม่สามารถทำอะไรกับต้นฉบับนั้นได้เลย และเมื่อมองดูตลาดหนังสือนั้น หนังสือของเราจะอยู่ที่แผงเพียงแค่ไม่ถึงสองเดือน หลังจากนั้นก็จะถูกเก็บ ถ้าสำนักพิมพ์ดีๆ ก็จะนำไปส่งต่ออีกครั้งเพื่อนำไปวางขายตามร้านหนังสือเหมือนเดิม แต่ถ้าสำนักพิมพ์ที่ไม่สนใจอะไรนัก ก็เอาหนังสือเราไปขายเลหลังเป็นหนังสือมือสอง นี้หมายถึงในปีแรกหนังสือของเราจะเจอสภาพแบบนี้ แล้วเวลาที่เหลืออีกตั้ง 4 ปีละระหว่าง 4 ปีนั้น เราเกิดอยากจะพิมพ์เอง หรืออยากจะนำไปเสนอที่ไหนก็ไม่ได้ นี้คือข้อได้เปรียบอีกทางหนึ่งของสำนักพิมพ์ครับ

ที่นี่มาถึงเรื่องการตีพิมพ์ใหม่ในระหว่างยังไม่สิ้นสุดสัญญา ตามหลักแล้วทางสำนักพิมพ์ก็จะจ่ายให้เราเท่าที่เคยจ่ายครั้งแรกคือ 10% นั้นก็หมายถึงถ้าสำนักพิมพ์พิมพ์งานของเราเป็นครั้งที่สองเราก็จะได้อีก 10 บาทต่อหนึ่งเล่ม ถ้าหนังสือเล่มละร้อย พิมพ์เท่าไรก็ว่าไปตามนั้น ยกเว้นจะเป็นสำนักพิมพ์ที่เหมาจ่ายบางแห่งก็จะไม่ให้ เพราะถือว่าจ่ายไปแล้วทีเดียว ต้องอ่านสัญญาให้ละเอียดครับ

มีนักเขียนหน้าใหม่หลายคนที่เซ็นสัญญาไปโดยไม่ได้อ่านอย่างละเอียด กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเซ็นสัญญาและกลับมานั่งอ่านอย่างละเอียดไปแล้ว ทำให้เสียโอกาสและพลาดท่าสำนักพิมพ์ที่มักจะเอาเปรียบนักเขียนไปอย่างน่าเสียดาย หากอยากจะรวยด้วยงานเขียน แล้วละก็ต้องมีความรอบครอบเสมอ ถ้าให้เสียผลประโยชน์ที่เราควรจะได้ครับ

ผลงานภาษาต่างประเทศ

เมื่อผลงานได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ

นักเขียนที่ดังๆ ของไทยที่ได้รับการแปลผลงานไปในต่างประเทศนั้นมีไม่น้อยอย่างเช่น แดนอรัญ แสงทอง ผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2-3 เล่ม ทุกวันนี้เขาก็สามารถเลี้ยงตนเองได้จากค่าลิขสิทธิ์การแปล เรียกได้ว่ารวยด้วยงานเขียนของตนเองเลยทีเดียว

การได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศนั้นมักจะเป็นผลงานที่ตีพิมพ์อยู่กับสำนักพิมพ์ และในสัญญาของสำนักพิมพ์ก็ควรจะมีระบุด้วยว่าถ้าหากได้รับการแปลนั้นจะจ่ายให้นักเขียนเท่าไร

โดยหลักแล้วหากมีสำนักพิมพ์ต่างชาติสนใจจะแปลงานของเรา เขาจะติดต่อผ่านทางสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานของเราโดยตรง และเขาจะไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์แบบที่เราทำคือ 10% แต่เขาจะขอเช่าโดยจ่ายแบบเหมาเลย เช่น ขอแปลงานของเราในระยะเวลา 2 ปี ด้วยเงิน 100,000 บาท ต่อการพิมพ์ 5,000 เล่ม หากหนังสือเราขายหมดก่อน 2 ปี และถ้าเขาจะพิมพ์เพิ่มเขาก็จะต้องจ่ายให้ทางสำนักพิมพ์อีก คือหากจะพิมพ์เพิ่มอีก 5,000 เล่ม เขาก็จะจ่ายให้ในราคาเท่าเดิมคือ 100,000 บาทอีกครั้งหนึ่ง นี้คือมาตรฐานที่ทำกัน แต่ขอบอกซะก่อนยอดการพิมพ์ 5,000 เล่มของฝรั่งนั้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนของไทยพิมพ์ครั้งแรกก็แค่ 1,000 – 2,000 เล่มเองกว่าขายหมดไม่รู้กี่ปี นั้นเป็นเพราะวัฒนธรรมการอ่านนั้นต่างกัน และด้วยความที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้อ่านกันได้ทั่วโลก

เมื่อเขามาขอแปลแล้วสำนักพิมพ์ก็ต้องมาแจ้งกับเราและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เรา ซึ่งมาตรฐานนั้นเมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศนักเขียนจะได้ 60% ส่วนสำนักพิมพ์จะได้ 40% เอาตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ถ้าถูกเช่าลิขสิทธิ์ไป 100,000 บาท นักเขียนจะได้ 60,000 บาทนั้นเอง

ว่าด้วยเรื่องรวยด้วยงานเขียน ก็มีเพียงเท่านี้ หวังว่าคนที่สนใจอยากรวยด้วยงานเขียน ได้อ่านบทความต่างๆ เหล่านี้แล้วคงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย การเป็นนักเขียนจะว่าเป็นง่ายก็ง่าย จะว่าเป็นยากก็ยาก ที่สำคัญที่สุด คือ ความตั้งใจจริงของเราเองครับ

ขอให้ร่ำรวยจากงานเขียนกันทุกๆ ท่านครับ