วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการขายซูชิ พร้อมสูตรวิธีทำข้าวซูชิ

ซูชิ

 

ซูชิความอร่อยซึ่งเป็นที่นิยมมายาวนาน อาหารประเภทซูชิราคาถูกที่พบเห็นได้ทั่วไปตามตลาดนัด หรือแหล่งชุมชนนั้น ยังมือนาคตอืกไกล ไม่ต่างจากการขายขนมจำพวกเครป ลูกชิ้น หรือชาไข่มุก เพียงแต่เป็นการจับกระแสตามอาหารญี่ป่นที่ผู้คนกำลังนิยมในช่วงเวลานี้ ซึ่งยังมีคนทำไม่มาก และแนวโน้มการบริโภคสูง ดังนั้นหากคุณคิดจะทำ จงใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน้ รีบทำเลยด้วยเงินทุนเพียงไม่มาก เพราะคุณสามารถจัดการเรื่องทุนได้ เพราะเงินทุนมีความสัมพันธ์กับวัตถุดิบที่จะนำมาทำซูขิเพื่อวางขายในแต่ละวัน ตามการลด หรือเพิ่มปริมาณซูชิตามที่คุณต้องการ ขึ้นอยู่กับจำนวนการซื้อที่แปรเปลี่ยนไปได้

ความหมายของซูชิ

คำว่า ซูชิ นั้นเป็นภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาไทยแปลว่า ข้าวปั้นมีหน้า เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูอยู่ด้วย และรับประทานคู่กับปลา เนื้อ หรือของคาวชนิดต่างๆ

ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิ คือ ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู และมีหน้าแบบต่างๆ หน้าที่นิยมได้แก่ อาหารทะเล ผัก ไข่ เห็ด ส่วนเนื้อที่นำมาใช้อาจจะเป็นเนื้อดิบ หรือเนื้อที่ผ่านกระบวนการทำอาหารแล้ว และซูชิส่วนใหญ่มักใส่วาซาบิบนข้าวเพื่อให้ได้ความอร่อยมากยิ่งขึ้น

ซูชิ หมายถึง การรวมกันระหว่างปลาและข้าว ซูชิมีวิวัฒนาการมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ซึ่งเกิดจากความต้องการถนอมอาหารของคนญี่ปุ่น คำว่าซูชิ ยังหมายถึง นิงิริซูชิ ที่เป็นข้าวมาอัดเป็นก้อน และมีเนื้อปลาวางบนด้านหน้าเท่านั้น

ประเภทของซูชิ

นิงิริซูชิ เป็นซูชิพบได้บ่อยในภัตตาคาร ซูชิจะมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ฯลฯ ไว้ข้างบน อาจจะใส่วาซาบิเล็กน้อย หรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลก็ได้ ซูชิแบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุด
มากิซูชิ มีวิธีทำ 3 แบบด้วยกัน คือ
(1) ม้วนข้าวไว้ด้านในสาหร่ายทะเลอยู่ด้านนอก
(2) ม้วนสลับกับแบบแรกโดยที่สาหร่ายอยู่ด้านใน ส่วนข้าวอยู่ด้านนอก
(3) ห่อเป็นรูปกรวย เรียกว่า แคลิฟอร์เนียเทมากิ
ชิราชิซูชิ เป็นการจัดปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง
โอชิซูชิ หรือรูปแบบคันไซจากเมืองโอซาก้า เอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวหั่นขนาดพอดีให้รับประทานเป็นคำๆ แล้ววางเนื้อปลาไว้ด้านบน
อินะริซูชิ ซูชิที่นำเนื้อมาใส่ในเต้าหู้ที่มีลักษณะเป็นถุง
สุงะตะซูชิ ซูชิที่ใช้ปลาทั้งตัวมาหั่นแล้วนำเนื้อมาวางบนข้าว
นาเระซูชิ ซูชิที่มีลักษณะคล้ายกับปลาส้ม

การเปิดร้านขายซูชิ

1. ทำเลที่ตั้งคือสิ่งสำคัญ เพราะซูชิคืออาหารที่เหมาะสมกับความนิยมของกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมาก เพราะเป็นอาหารที่ดูดีชวนน่ารับประทาน ที่สำคัญคนรุ่นใหม่ส่วนมากนิยมรับประทานซูชิก็เนื่องด้วยเรื่องสุขภาพ ดังนั้นทำเลที่ตั้งจึงน่าจะเป็นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งหน้าลถานฟิตเนส หริอศูนย์ออกกำลังกาย หรือตามสวนสาธารณะที่มีคนมาวิ่งออกกำลัง ซึงในช่วงเวลาเย็นจะเป็นช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด เอาเป็นว่าตลาดนัดไหนยังไม่มีซูชิขาย ก็โอเคเลยครับ

2. แหล่งวัตถุดิบ ควรเสาะหาแหล่งซื้อวัตถุดิบที่แตกต่างและหลากหลาย เพื่อเทียบราคา เพราะวัตถุดิบในการทำซูชินั้นมีราคาสูง การเลือกร้านค้า หรือแหล่งจำหน่ายที่ได้คุณภาพและราคามาตรฐาน หรือถูกว่าราคาท้องตลาดสักเล็กน้อย คือสิ่งที่จำเป็นและควรทำอย่างยิ่ง

3. การลงมือทำและการใส่ใจ คือสิ่งที่ต้องมีในการทำงาน เพราะการทำซูขิ ต้องใจเย็น จึงจะได้ชิ้นซูขิที่ออกมาสวยงาม ดูดีและน่าซื้อ โดยเฉพาะ “หน้า” ที่ใช้แต่งซูชินั้น ต้องทำให้ดูพูนๆ น่ารับประทาน และเราต้องมีฝีมือในการปั้นหน้าข้าวปั้นต่างๆ หรือหน้าซูชิ เดี่ยวนี้โลกเราทันสมัย สามารถเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อดูสูตร หรือจะไปเรียนตามโรงเรียนวิชาชีพก็สุดแล้วแต่หล่ะครับ

จำนวนของซูชิในช่วงแรกๆ ควรมีให้เลือกประมาณ 10 หน้า เพื่อลองตลาด ควรพิจารณาว่าซูขิประเภทใดที่คนนิยม ซูขิประเภทใดที่ขายไม่หมด หรือขายช้า ควรมืการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือซูชิแบบใดหน้าไหนเป็นที่นิยม ควรเน้นปริมาณการผลิต จากนั้นเมื่อลูกค้าติดใจ หรือเห็นช่องทางการทำตลาดต่อได้ ควรเพิ่มหน้าชูชิที่พิจารณาจากแนวโน้มการขายที่ผ่านมา ด้วยการเพิ่มหน้าหรือแบบของซูชิให้มากชิ้น อาจจะถึง 20-30 แบบก็เป็นไปได้ ที่ผมเห็นก็น่าจะมี หน้ากุ้ง หน้าไข่กุ้ง หน้าไข่หวาน หน้าปลาแซลม่อน หน้ายำสาหร่าย หน้าปูอัด เป็นต้น และเครื่องปรุงจำพวก โชยุ วาซาบิ หรืออุปกรณ์เช่น ตะเกียบ หรือส้อมเล็กๆ ก็สำคัญเช่นกันครับ

สำหรับหน้าซูชิหลักๆ อันเป็นหน้ามาตรฐานที่คนนิยมและต้องมีการ ทำวางไว้เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นจะมีอยู่ประมาณ 8-9 หน้าความนิยม ได้แก่ หน้ากุ้ง, หน้าปูอัด, หน้าปลาดิบ, หน้าไข่กุ้งส้ม, หน้ายำสาหร่ายเขียว, หน้ายำสลัดปูอัด, หน้าสลัดไข่กุ้งส้ม, หน้าไข่หวาน เป็นต้น

4. ของเหลือในแต่ละวัน ที่สำคัญหากมีของเหลือในแต่ละวันไม่ควรนำมาขายในวันต่อไป และวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตต้องมีความสด จึงไม่ควรซื้อมาตุนเก็บไว้ และจะให้ดีควรที่จะชื้อวันต่อวัน

หลักในการทำซูชิ

1. ข้าวสำหรับทำชูซิ ต้องใช้ข้าวญี่ป่นเท่านั้น แม้จะมีสูงประมาณ 60 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งไม่สามารถลดต้นทุนด้วยการใช้ข้าวไทย เพราะคุณสมบัติต่างกัน โดยเฉพาะความร่วนและไม่เกาะตัว ซึ่งลูกค้าเทียบความแตกต่างได้โดยง่าย อันจะส่งผลต่อการตัดสินใจชื้อ

ทั้งนี้ข้าวที่ใช้หุง ต้องเติมส่วนผสมพิเศษตามแนวทางของคนญี่ป่นลงไป ได้แก่ระหว่างนํ้าล้มสายชู 1 ถ้วย และนํ้าตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ที่ละลายให้เข้ากัน ราดลงให้ทั่วข้าวหลังจากที่ข้าวสุกแล้ว จากนั้นถ่ายข้าวสุกใส่ในภาชนะพลาสติก ตั้งพักไว้ให้ข้าวเย็นลง เพื่อจะได้ไม่ร้อนมือเวลาที่ปันข้าว และต่อมาก็จะเปีนการม้วนข้าว

2. การม้วนข้าวนั้นต้องใช้แผ่นไม้ม้วนข้าว ด้วยการวางแผ่นสาหร่ายลงไปบนแผ่นม้วนข้าว ตักข้าวประมาณ 1 ทัพพีกว่าๆ ลงไปบนแผ่นสาหร่าย เกลี่ยข้าวให้ทั่ว บีบมายองเนสตามแนวขวางบนแผ่นสาหร่ายด้านบน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวให้แผ่นสาหร่ายติดกันเวลาม้วน จากนั้นม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลม โดยใช้สาหร่ายแผ่นขนาดประมาณ 8 X 5 นิ้ว เมื่อม้วนแล้วก็ใช้กรรไกรคมกริบตัดข้าวห่อสาหร่ายออกมาเป็นชิ้นๆ

หน้าของซูชิ

หน้าของซูชิ ก็จะมีเยอะแยะครับ จะมีตั้งแต่ ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาทูน่า ไข่หวาน ไข่กุ้ง ไข่ปลาแซลมอน หนวดปลาหมึกยักษ์ กุ้ง ยำสาหร่าย ปลาซาบะ ปลากะพง ไข่หอยเม่น ปลาธง แตงกวาดอง ปลาไหล ผัดหอย ปลาหมึกผัด

ซูชิ 5 บาทดีหรือไม่

ผมคิดว่าการขายซูชิ 5 บาท ก็ถือว่าดีครับ จะบอกว่าจริงๆ แล้วราคาวัตถุดิบไม่หนีกันหรอกครับ กับที่เขาขายแพงๆ เพราะอาจด้วยแบรนด์ ค่าสถานที่ที่ทำให้เพิ่มราคาได้ วัตถุดิบก็สั่งจากแหล่งเดียวกันนั่นแหละ ไม่กี่ที่หรอก อยู่ที่การตกแต่งหน้าตาของซูชิ

สรุป

อาหารประเภทซูชินี้ ส่วนใหญ่จะขายได้จากลูกค้าประจำเป็นหลัก เพราะคนกินไม่เป็นก็ไม่กินจริงๆ นะครับ ไม่เหมือนอาหารทั่วไป แต่ที่ส่วนใหญ่ขายได้เพราะเน้นที่นำของสดๆ มาทำให้เห็นกันเลยตรงนั้น ใช้วัตถุดิบค่อนข้างดี อยากได้หน้าอะไรก็สั่งเอา ทะยอยทำเรื่อยๆ ไม่ทำแล้วยกมาขายอย่างเดียว ความสะอาดยิ่งต้องดูให้ดีๆ เพราะส่วนใหญ่จะตั้งขายอยู่ข้างทาง ซอส และวาซิบิ อย่าหวง ลูกค้าขอก็จัดให้ไป ที่สำคัญที่สุดๆ คือ อย่าอารมณ์เสีย หรือทำหน้างอใส่ลูกค้า ถึงเราจะไปทะเลาะกับใครมาก่อนขาย แต่พอถึงเวลาขายต้องอารมณ์ดี ลูกค้าจะได้อยากซื้อซูชิกับเรา ที่สำคัญด้านผู้ขายต้องใส่ใจประกอบอาหารให้ถูกสุขลักษณะเป็นสำคัญ

การเปิดร้านขายซูชิก็ไม่ยากนะครับ ถ้ามีทุน มีทำเล มีสูตร สามอย่างนี้ก็ทำเลยครับ อย่ารีรอ เดี๋ยวจะมีคนอื่นมาแย่งทำเลดีๆ มาทำไปก่อนนะครับ สรุปก็ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีเลยหล่ะครับ บางคนขายแล้วได้กำไรหักต้นทุน แล้วได้เดือนนึงเป็นหลายหมื่นนะครับ ถ้าใครสนใจก็ลองทำดูนะครับ

ทั้งนี้เป็นเพียงการแนะนำคร่าวๆ ไว้เป็นแนวทาง ซึ่งการจะลงมือทำซูซิเพื่อวางขายนั้น คุณต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติม โดยการฝึกฝนและทดลองฝีมือ จากตำราการทำซูชิที่มีวางขายตามร้านหนังสีอทั่วไปในปัจจุบัน ขอให้ประสบความสำเร็จ ในการขายซูชินะครับ

 

ข้าวซูชิ

 

สูตรวิธีทำข้าวซูชิสุดแสนอร่อย ถ้าพูดถึงซูชิแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารของญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันนี้คนไทยเราก็ได้นิยมทานซูชิกันมากขึ้น เรียกได้ว่าร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้าจะต้องมีซูชิกันอยู่ 1-2 ร้าน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่นิยมชมชอบการทานซูชิครับ วันนี้ผมจะขอแนะนำสูตรทำข้าวซูชิกันครับ

สูตรวิธีทำข้าวซูชิสูตรที่ 1

วัตถุดิบ

– ข้าวญี่ปุ่น
– น้ำส้มสายชู
– น้ำตาล
– เกลือ

วิธีการทำ

1. ซื้อข้าวญี่ปุ่นจากห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะเป็นถุงที่มีรูปช้าง
2. ตวงมาสัก 1 ถ้วย ล้างน้ำหลายๆ ครั้ง จนกว่่าน้ำจะใส ต้องซาวข้าวด้วยอุ้งมือส่วนฐานนิ้วโป้ง โดยใช้ส่วนนั้นนวดผลักๆ ข้าวที่อยู่ในน้ำซาวข้าวไปข้างหน้า แล้ววักข้าว ผลักออก ไปเรื่อยๆ เพื่อขัดสีข้าวให้ส่วนที่ขุ่นหลุดไปให้หมด แล้วกรองน้ำออก เปลี่ยนน้ำใหม่ ทำไปเรื่อยๆจนน้ำไม่ขุ่น จึงค่อยเข้ากระบวนการแช่ข้าวทิ้งไว้แล้วหุง
3. เทน้ำออก เหลือน้ำไว้นิดๆ แช่ข้าวไว้ประมาณ 20 นาที
4. ระหว่างรอข้าวที่แช่ ให้ทำน้ำปรุงตักน้ำส้มสายชู 4 ช้อนโต้ะ เกลือ 1 ช้อนชา และน้ำตาล 2 ช้อนโต้ะ คนเข้าด้วยกัน แล้วใส่ตู้ไมโครเวฟ ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที
5. พอแช่ข้าวไว้ครบ 20 นาทีแล้ว เติมน้ำเข้าไปเล็กน้อย
6. หุงข้าว รอให้ข้าวสุก
7. เมื่อข้าวสุกแล้ว ให้รอ 5 นาที และเทข้าวออกมาใส่ภาชานะปากกว้าง เอาผ้าข้าวบางมาปิดอีกสัก 10 นาที แล้วเอาทัพพีคลี่ๆ ข้าว ใช้พัดลมเป่าไปด้วย
8. ค่อยๆ ตักน้ำปรุงตามข้อ 4 ราดข้าวทีละ 3 ช้อนโต้ะ ราดแล้วเอาทัพพีมาคลุกเคล้าให้ทั่ว แล้วก็ตักน้ำราดอีก ทำไปจนคลุกเคล้าทั่วทุกอนูข้าว คลุกเบาๆ นะ เดี่ยวข้าวจะไม่สวย เทน้ำแล้วคลุกเคล้าจนน้ำหมด พักข้าวไว้

สูตรน้ำปรุง

หุงข้าวตามสูตรด้านบนเลยครับ ถ้าไม่เเช่ ข้าวจะแข็ง ไม่สุก ถ้าอยากได้เปรี้่ยวๆ หวานๆ แบบหวานนำนิดๆ ลองดูสูตรน้ำปรุงสูตรนี้นะครับ ใช้ถ้วยเดียวกัน ไม่ได้แยกถ้วยของเหลว ของแห้งนะครับ

วัตถุดิบ

– น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
– น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย
– น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
– เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีการทำน้ำปรุง

– ตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียวหนืดๆ ตักน้ำปรุงใส่ข้าวขณะที่ยังร้อนอยู่นะครับ
– ข้าว 1 ทัพพี ต่อน้ำปรุง 1 ช้อนโต๊ะ (ช้อนกินข้าวเราก็ได้) ผมชอบแบบเข้มข้น ถ้าใส่น้ำปรุงเยอะข้าวจะเหลวๆ ห่อยากครับ
– แนะนำให้หุงข้าวกับน้ำอัญชัญ ข้าวจะเป็นสีน้ำเงิน พอเราคลุกกับน้ำปรุง ข้าวจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง สวยดีครับ และทำให้เรารู้ว่าน้ำปรุงคลุกเคล้ากันหมดไหม ข้าวเม็ดไหนไม่โดนน้ำปรุงจะยังเป็นสีน้ำเงินอยู่ครับ ถ้าเม็ดไหนโดนน้ำปรุงจะเป็นสีม่วง

เท่านี้ก็จะได้ข้าวซูชิมาแล้วหล่ะครับ

สูตรวิธีทำข้าวซูชิสูตรที่ 2

วัตถุดิบในการทำข้าวปั้น หรือข้าวห่อสาหร่าย หาไม่ยากจริงๆ ครับ มาลองดูวิธีการทำข้าวซูชิกันต่อเลยนะครับ

วัตถุดิบ

1. ข้าว ใช้ข้าวหอมมะลิบ้านเราก็ได้ ไม่ต้องใช้ข้าวญี่ปุ่นให้แพงหูฉี่หรอกครับ หุงแบบปกติ นำข้าวสวยที่หุงได้มาใส่ในอ่างผสม คลุกกับน้ำปรุงอันประกอบไปด้วยน้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลทราย ชิมรสไม่ต้องจัดมาก น้ำเปล่าจะเป็นตัวทำละลายให้รสชาดที่อยากได้
2. สาหร่าย ให้ซื้อสาหร่ายแผ่นได้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไป แต่ที่แน่ๆ ซุปเปอร์มาเก็ตที่ชื่อ ฟูจิ ซึ่งอยู่ในซอยพร้อมพงศ์ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ที่ลัดไปสุขุมวิท 39 มีแน่นอน อีกสาขาอยู่ประมาณสุขุมวิท 33 ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า เอาเป็นว่าย่านสุขุมวิทที่เป็นชุมชนญี่ปุ่นมีขายแน่) สาหร่ายที่ว่านี้เขาขายเป็นห่อ ห่อหนึ่งมี 8-10 แผ่น ราคาแผ่นละ 10 บาท เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
3. ไส้ที่จะห่อ ก็สรรหามาตามใจชอบได้เลย ปกติที่ผมใส่เวลาทำกินกันเองก็มี แตงกวา กุ้ง ปลา ปูอัด ไข่เจียว ถ้าอยากได้แบบต้นตำรับญี่ปุ่นก็ซื้ออาหารที่เขาแยกขายเช่น ไข่กุ้ง ปลาดอง ปลาดิบ ในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ว่าแต่ราคาก็จะแพงขึ้น สู้หาไส้แสนอร่อยแบบตำรับไทยไม่ได้
4. มู่ลี่ไม้ไผ่สำหรับห่อ (ที่จริงแล้วมันเป็นอุปกรณ์การห่อ แผ่นขนาดเท่าสาหร่ายแผ่นที่ซื้อมา ทำด้วยไม้ไผ่แบบไม้เสียบลูกชิ้นของเรา แล้วผูกเชือกต่อๆ กัน คล้ายมู่ลี่นั่นแหละครับ)

วิธีการทำ

1. วิธีห่อ วางแผ่นสาหร่ายลงบนมู่ลี่ไม้ไผ่ อย่าให้เปียกนะครับ มิฉะนั้นสาหร่ายจะละลายคามือ นำข้าวที่ผสมน้ำปรุงแล้วเกลี่ยให้บางๆ ทั่วสาหร่ายแต่อย่าให้ล้นขอบ วางไส้เอาไว้ แล้วค่อยๆ ม้วนมู่ลี่อัดให้แน่น เราจะได้ดุ้นข้าวห่อสาหร่ายยาวประมาณ 1 คืบ เอามีดคมๆ ชุบน้ำแล้วตัดเป็นแว่นๆ
2. ทีนี้ของอร่อยมันอยู่ที่น้ำจิ้มครับ ให้ซื้อวาซาบิแบบผงของไทยก็ได้ครับ เป็นกระป๋องเท่าไข่เป็ด ราคาประมาณ 40 บาท ตักผงวาซาบิเท่าที่ชอบค่อยๆ เหยาะน้ำอุ่นลงไปแล้วปั้นให้เป็นก้อน หยอดซอสถั่วเหลืองยี่ห้อคิโคมังลงไป เท่านี้ก็จะได้ข้าวห่อสาหร่ายแบบญี่ปุ่นตำรับไทยแล้วล่ะครับ
3. ข้าวที่ปรุงรสนี้สามารถนำไปห่อแบบใดก็ได้ถ้าไม่อยากห่อสาหร่ายหรือหามู่ลี่ไม่ได้ ก็เอาเต้าหู้ทอดแช่น้ำให้นิ่มสักหน่อยหั่นทะแยงมุมเป็นสามเหลี่ยมยัดข้าวกับไส้เข้าไปก็ใช้ได้เหมือนกัน หรือจะปั้นเป็นก้อนดื้อๆ เลยก็ได้วางเนื้อสัตว์ และผักไว้ข้างหน้าก็อร่อยไม่เบา ผมเคยเอาข้าวสวยร้อนๆ ห่อปลาทูจิ้มวาซาบิกับซ๊อสถั่วเหลืองก็เด็ดครับ คนชอบอาหารญี่ปุ่นมักชอบวาซาบิมากกว่าอาหารครับ

สูตรวิธีทำข้าวซูชิสูตรที่ 3

วัตถุดิบ

– ข้าวหอมมะลิ 3 ถ้วย
– ข้าวเหนียว 1 ถ้วย (หรือลงทุนหน่อยก็ ข้าวญี่ปุ่น 4 ถ้วย)
– น้ำส้มสายชูหมัก 1/2 ถ้วย
– น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
– เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
– น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

– หุงข้าวแล้วให้ข้าวให้ไม่เป็นก้อน (จะช่วยเพิ่มเนื้อข้าว) แถมเทคนิคเล็กน้อยครับ เวลาปั้นข้าวให้ใช้น้ำปรุงรสชุบมือครับรสชาดของข้าวจะเสมอครับ ดีกว่าใช้น้ำธรรมดาชุบมือ ผสมส่วนผสมในข้าว ให้น้ำตาลและเกลือละลายดีแล้วคลุกกับข้าวไม่ต้องใส่หมดใส่พอข้าวชื้น
เก็บไว้ชุบมือปั้นข้าวบ้าง

สูตรวิธีทำข้าวซูชิสูตรที่ 4

วัตถุดิบ

– น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น ประมาณ 1.8 ลิตร
– น้ำตาล ประมาณ 1.3 กิโลกรัม
– เกลือ ประมาณ 90 กรัม

วิธีการทำ

1. ให้นำส่วนผสม ข้าว หุงเสร็จแล้ว 1 กิโลกรัม ใส่น้ำส้มที่ผสมแล้ว 120 กรัม แล้วก็ผสมกับข้าว ทิ้งไว้เย็น แล้วก็นำมาปั้นได้เลยครับ
2. ขอแนะนำ ถ้าจะให้อร่อยก็ลงทุนนิดนึง ใช้ข้าวญี่ปุ่นนี่แหละ ข้าว 1 ถ้วย เวลาหุง น้ำก็ 1 ถ้วยเหมือนกัน จากนั้นเวลาซาวข้าวให้ซาวน้ำน้อย เทน้ำออก เลือกเอาที่แหลกๆ ทิ้งไป ไม่เอา เดี๋ยวไม่ดี จากนั้นก็เอาน้ำส้มใส่ ส่วนสูตรใช้น้ำส้มนะครับ

ลองเอาไปทำข้าวซูชิกันดูนะครับ