วิธีการเป็นคนรวย

อาชีพนักเขียนอิสระหรือทำงานเขียนอิสระทำได้ไม่ยาก

ไม่ยากถ้าอยากนักเขียน

เพื่อนๆ หลายๆ คนอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มแบบที่วางขายกันทั่วไป แต่ก็มีคำถามว่าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไง แบบไหน และเขียนแล้วจะเอาไปขายใคร และเราเป็นเพียงแค่นักเขียนอิสระคนหนึ่ง ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร และที่สำคัญงานเขียนหนังสือนั้นจะสามารถทำให้เรารวยได้หรือเปล่า? ถ้าอย่างงั้น ลองอ่านบทความเกี่ยวกับ “รวยด้วยงานเขียน” ในเว็บ Millionaire Academy นี้ดู แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดไว้ครับ

งานเขียนนั้นถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (บางครั้งคนเขียนหนังสือส่วนใหญ่ออกจะดูติส ๆ หน่อยครับ) เราต้องเรียนรู้สองสิ่งนี้ไปควบคู่กัน แต่นอกจากสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น พื้นฐานสำคัญในการเขียนหนังสือก็คือ “การอ่าน” ยิ่งเราได้มีโอกาสอ่านหนังสือมากเท่าไร เราก็สามารถที่จะเขียนได้ดีเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเราจะไเด้มีข้อมูลที่กลั่นกรองออกมาที่จะเขียน และการอ่านนี้แหล่ะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนปรารถนาอยากเป็นนักเขียน

ยกตัวอย่างเช่น พี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) เค้าเป็นนักร้องชื่อดังระดับประเทศที่น้อยคนไม่รู้จัก และในอีกมุมหนึ่งเค้าก็เป็นนักเขียนชื่อดัง ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รวยด้วยงานเขียน จริงๆ ไม่ว่าหนังสือจะออกมากี่เล่มต่อกี่เล่ม ก็มีแฟน ๆ ของเค้าตามซื้อตามอ่านกันจนต้องพิมพ์เพิ่มอีกหลายๆ ครั้ง พี่จุ้ยเคยเขียนบทความไว้ชิ้นหนึ่งที่นิตยสารไรเตอร์ฯ เมื่อนานมาแล้วว่า “นักเขียนไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนเขียนเก่ง แต่จำเป็นจะต้องเป็นนักอ่านที่ดี” เพียงเท่านี้ก็พอจะมองภาพรวมในการเป็นนักเขียนออกแล้วว่าการอ่านนั้นมีประโยชน์มากมายขนาดไหน

แล้วขั้นแรกเราจะต้องเริ่มอย่างไรละ? โดยพื้นฐานของนักเขียนเกือบจะทุกคนนั้นมักจะมีนิสัยที่ชอบเขียน และชอบจดบันทึกอยู่แล้วเวลาไปเจอเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต หรือท่องเที่ยวเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ อาจจะเขียนทุกวันหรือเขียนวันเว้นวัน หรือตามที่ใจอยากเขียนก็แล้วแต่ แต่อย่างไงก็ต้องเขียน ถ้าใครอยากเป็นนักเขียนอย่าละเลยกับการเขียนบันทึกประจำวันเสียละครับ เพราะการเขียนบันทึกประจำวันนั้นนอกจากจะทำให้เราฝึกเขียนแล้ว ยังฝึกให้เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย และตรงนี้นี่เองเมื่อเวลาผ่านไป หากเราจะหาข้อมูลหรืออยากจะหาเรื่องมาเขียน ไม่ว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ เราสามารถย้อนกลับมาอ่านสิ่งที่เราเขียนบันทึกเอาไว้เป็นไอเดีย หรือเนื้อเรื่องประกอบการเขียนได้

สรุปนะครับว่าการเขียนบันทึกประจำวันนั้นมันไม่ได้เป็นการสูญเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ เลย ตรงกันข้ามกลับเป็นการฝึกเขียนชั้นดีเลยหล่ะครับ เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในหัวออกมาแปรเป็นตัวหนังสือ อาจจะลองเขียนแบบทำเป็นไดอารี่ออนไลน์ก็ได้ครับ หรือทำเป็น blog ที่ exteen.com หรือ bloggang.com ก็ได้ เป็นการพิสูจน์ฝีมือในการเขียน โดยวัดจากผู้ที่ติดตามอ่านไดอารี่ออนไลน์ของเรา บางคนเขียนไดอารี่เล่นๆ แต่ปรากฎว่ามีคนเข้ามาอ่านมาก จนกระทั่งมีโฆษณามาขอลง ซึ่งบางคนก็สร้างเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากงานเขียนนี้ไป

ครับ ก็ไม่ยากนะครับ ถ้าจะเริ่มต้นฝึกฝนงานเขียน ถ้าอยากเริ่ม ต้องลองดูเสียตั้งแต่วันนี้ครับ เวลาไม่เคยรอใครครับ

สุจิปุลิ หัวใจของการเขียน

คุณประภัสสร เสวิกุล นักเขียนอีกท่านที่รวยด้วยงานเขียน งานเขียนของท่านที่รู้จักกันดี คือ เวลาในขวดแก้ว,ลอดลายมังกร ฯลฯ นั้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หัวใจหลักของการเป็นนักเขียนนั้น คือ สุ จิ ปุ ลิ คำทั้ง 4 คำนี้หมายถึง

สุ ย่อมาจาก สุตตะ แปลว่า การฟัง
จิ ย่อมาจาก จิตตะ แปลว่า การคิด
ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า การถาม
ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า การเขียน

กล่าวโดยสรุปแล้วคือ การจะเป็นนักเขียนที่ดีให้ได้นั้นต้องเป็นนักทั้ง 4 ที่ดีคือ นักฟังที่ดี ต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด เพราะการฟังมากก็ไม่ต่างกับการอ่าน แถมมีประโยชน์ต่องานเขียนเราเสียอีก มีประโยชน์อย่างไร? มีประโยชน์ตรงที่เราได้รับรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสิ่งที่คนอื่นพบเจอมา (ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะแน่นอนเมื่อฟังแล้วเราจะต้องไปสังเคาระห์กรองเอาความจริงเท็จออกจากกัน)

นักคิดที่ดี ต้องคิดวิเคาะห์แยกแยะสิ่งที่ฟังนั้นออกมา กลั่นกรองว่าอะไรเป็นอะไรจริง ลวง เท็จ เราต้องแยกแยะออกให้ได้ ซึ่งตรงนี้ต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการคิดพล๊อตเรื่อง ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไปอีกที

นักถามที่ดี แน่นอนสิ่งที่ได้ฟังมานั้น หลายสิ่งหลายอย่างเราไม่เคยพบเจอเลย เมื่อเราสงสัยในสิ่งนั้นๆ ควรจะถาม เพื่อให้รู้แจ้งในสิ่งที่ฟัง และการเป็นนักถามที่ดีนั้น มีประโยชน์ต่องานเขียนประเภทเขียนสารคดี เขียนบทความ หรือเขียนชีวประวัติบุคคล เพราะเราสามารถฝึกการตั้งคำถามที่ดี ที่ตรงจุด ที่ตรงประเด็นได้ นักเขียนที่ดี อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเราผ่านทั้งสามคำมาเราก็เอามาเขียน ไม่ว่าจะเขียนบันทึก หรือสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ

นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียนหลายคนนั้นมีคำ 4 คำนี้คือ สุ จิ ปุ ลิ อยู่ในใจและใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเสมอ ถ้าหากอยากจะเป็นนักเขียนที่ดีต้องเอาคำ 4 คำนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันครับ

จินตนาการคือสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากสำนวนของนักเขียนที่เคยกล่าวไปแล้วว่าทำให้ผู้อ่านติดใจจนซื้อหาหนังสือของนักเขียนนั้นๆ มาอ่าน จนนักเขียนคนนั้นรวยด้วยงานเขียน ซึ่งสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “จินตนาการ” ซึ่งจินตนาการนี้ละที่เป็นบ่อเกิดโครงเรื่องต่างๆ ตัวละครต่างๆ ที่โลดแล่นอยู่ในบรรณพิภพ จินตนาการกับงานเขียนนั้นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญมากกว่าความรู้เสียอีก ดั่งเช่นที่นักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันนี เจ้าของรางวัลเบล พ.ศ. 2464 นามว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าววว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

เมื่อจินตนาการสำคัญเพียงนี้เราจะหาจินตนาการได้จากที่ใด อันที่จริงจินตนาการนั้นมีอยู่รอบๆ ตัวเรานั้นเอง เราต้องฝึกมองเห็นอย่างที่คนอื่นไม่เคยเห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเดินไปถนนเห็นคนชรานั่งขอทานริมถนน เราจะต้องไม่คิดว่านั้นเป็นเพียงขอทานชราคนหนึ่งเท่านั้น แต่เราจะต้องเอาขอทานชรานั้นมาผูกเป็นเรื่อง โดยอาศัยจินตนาการของเราเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้เป็นเรื่องเป็นราว อาจจะให้ขอทานนั้นเมื่อก่อนเป็นคนรวยแต่ติดการพนันจนล้มละลาย ลูกเต้าเลยไม่เหลียวแล เพราะแค้นที่ขอทานคนนั้นเอาแต่เล่นการพนันไม่สนใจคนในบ้าน สุดท้ายเลยต้องมานั่งขอทาน อะไรทำนองนี้

เห็นไหมเพียงขอทานริมถนนคนหนึ่งซึ่งคนอื่นๆ อาจจะเห็นเพียงแค่ขอทานลูกหลานไม่มี แต่เมื่อเราเอาจินตนาการของเราใส่เข้าไปผูกโยงเป็นเรื่อง ก็จะได้เรื่องๆ หนึ่งขึ้นมา

นักเขียนดังๆ หลายคนนั้นเป็นคนที่มีจินตนาการสูง เพราะพวกเขามองไม่เหมือนคนทั่วไป มองอะไรแต่ละอย่างก็ผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้ร้อยแปด แล้วเขียนมันออกมา สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ฝึกไว้คือ พยายามสังเกตหรือมองสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เก็บเกี่ยวรายละเอียดต่างๆ เอาไว้ในใจ หรือจดบันทึกเอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นมันจะช่วยงานเขียนของเราในอนาคตได้ ยามเมื่อเราจะเขียนถึงมัน สิ่งดังกล่าวที่กล่าวมานั้นเป็นองค์สำคัญในการเขียนหนังสือ เพราะหากยากจะ รวยด้วยงานเขียน แล้วจะต้องหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ

แรงบันดาลใจในการเขียนผลงาน

นักเขียนหลายๆ คนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อหรือมีชื่อเสียงน้อย ก็ล้วนแต่เคยไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียนด้วยกันทั้งสิ้น การไร้แรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เหมือนมนุษย์เรานั้นละ ทำอะไรไปนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ เมื้อยล้าบ้าง ฉะนั้นการหาแรงบันดาลใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเราคิดจะเขียนอะไรแล้วอยู่ๆ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนขึ้นมาดื้อ ๆ ลองหยุดเขียนดูซักพัก ทางที่ดีที่สุดคือการออกท่องเที่ยว “การเดินทางเป็นหนทางของนักเขียน” นักเขียนต้องเดินทางอยู่เสมอ ไม่ว่าการเดินทางนั้นใกล้หรือไกล เดินทางไปหาสิ่งใหม่ๆ หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่ระหว่างเดินทางนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเขียน ให้หยุดพักเรื่องการเขียนไว้ชั่วคราว อย่าไปคิดถึงมัน ปล่อยมันไว้เลยได้เป็นดี แล้วเราจะพบว่าระหว่างทางนั้นเราอาจจะพบเจอสิ่งอะไรใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนต่อก็เป็นได้

อีกวิธีหนึ่งเมื่อเราเขียนหนังสือหรือเรื่องอะไรซักเรื่องที่ยังไม่จบ แล้วหมดแรงบันดาลใจเสียดื้อๆ ให้เราหยุดเขียนเรื่องนั้นไปเลย ลองหันไปเขียนเรื่องอื่นๆ ดู แล้วค่อยกลับมาเขียนเรื่องเดิมที่เขียนค้างไว้ไม่จบก็ได้

นักเขียนที่รวยด้วยงานเขียน หลายท่านก็ใช้วิธีนี้ นวนิยายบางเรื่องกว่าจะเขียนจบก็ใช้เวลาเป็นแรมปี เพราะเหตุผลเดียวกันนี้คือ ไม่มีแรงบันดาลใจเขียนต่อ จึงหยุดไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วกลับมาเขียนใหม่ อย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพล๊อตก็อยู่กับเรา ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาก็ยังอยู่กับเรา ไม่แน่ช่วงที่หยุดไปนั้นอาจจะได้ตัวละคร หรือสร้างพล๊อตใหม่ที่ต่อเนื่องจากเรื่องเดิมที่ดีก็อาจจะเป็นได้

อยากเก่งต้องกล้าเขียน

หลายคนที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่ไม่ลงมือเขียนซักทีก็คงต้องบอกว่า ก็คงได้แต่ “ฝัน” ไปวันๆ นั้นล่ะครับ และไม่เพียงแต่การเขียนหนังสือเท่านั้น อะไรก็ตามถ้าเราอยากเป็นอยากจะทำแล้ว แต่ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำ ก็คงไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาบันดาลให้ฝันเป็นจริงได้หรอกครับ นอกจากตัวเราเอง ฉะนั้นการลงมือเขียนเสียแต่เดี๋ยวนี้คือ สิ่งแรกที่คนอยากเป็นนักเขียนควรทำครับ

และเมื่อเราเขียนออกมาแล้ว เราจะต้องกล้าที่จะให้คนอื่นๆ อ่านผลงานของเรา และเราต้องกล้าที่จะยอมรับคำวิจารย์จากคนอ่าน พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีใจกว้างนั้นเอง ไม่ว่าคนอ่านคนนั้นจะเป็นพี่เรา น้องเรา เพื่อนเรา หรือแม้กระทั้งพ่อแม่ของเราเอง เพราะคำวิจารย์เหล่านั้นเป็นเสมือนกระจกเงาของงานเขียนของเรา ถ้อยคำวิจารย์นั้นเราสามารถนำมาปรับปรุงงานเขียนของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

ไม่มีนักเขียนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมา นักเขียนหลายๆ คน ที่ดังๆ สามารถสร้างรายได้ รวยจากงานเขียน ก็เคยผ่านการวิจารณ์งานเขียนมาทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้โน้มรับคำวิจารย์อย่างยินดี ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ปรับปรุงในชิ้นงานของตน

แต่ถ้าหากคุณอายที่จะส่งงานของตนให้คนรอบตัวอ่านแล้วละก็ สมัยนี้โลกทางอินเตอร์เน็ทนั้นสามารถทำให้เราเผยแพร่งานเขียนของเราให้คนอื่นๆ อ่านได้อย่างสบายๆ มีเว็บไซต์มากมายที่เราสามารถนำเอางานเขียนของตัวเองไปลงให้คนอื่นอ่าน และมาวิจารย์งานของเรา และก็มีนักเขียนอีกมากมายเช่นกันที่ รวยด้วยงานเขียนของตนจากการนำผลงานของตนมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ท แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการเป็นนักเขียนนั้นจะต้องมีใจเป็นกลาง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และยอมรับที่จะรับฟังคำวิจารย์ ไม่ว่าคำวิจารย์นั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม การจะเป็นนักเขียนนั้นต้องกล้า กล้าที่จะเขียน และกล้าที่จะยอมรับคำวิจารณ์ครับ