วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการขายขนมกุยช่าย

ขนมกุยช่าย

 

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ ช่วงนี้กำลังมองหาธุรกิจที่น่าสนใจอยู่เลยครับ เผอิญเดินผ่านร้านขายกุยช่ายแถวที่ทำงาน คนต่อคิวซื้อกันยาวเหยียดเลยนะครับ เห็นคนขายยกขนมมาหลายเข่ง มีหลายไส้ให้เลือกอยู่ ทั้งมันแกว หน่อไม้ ใบกุยช่าย และเผือก ไม่่น่าเชื่อว่าขนมหน้าตาธรรมดาตัวนี้จะเป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างมากทีเดียว

เดี๋ยวนี้คนชอบทานผักกันมากขึ้น ทานมังสวิรัติกันก็เยอะ ขนมประเภทนึ่งที่มีผักเป็นหลัก แถมยังมีไขมันต่ำจึงได้เป็นที่นิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี่เองครับ

ขนมกุยช่ายเป็นสิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นกันตามตลาดนัดนอกเหนือจากผัก ผลไม้ และของกินเล่นทั่วไปแล้ว ขนมกุยช่ายก็เป็นของกินเล่นอีกประเภทนึ่งที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนแต่ซื้อกินทั้งสิ้นยิ่งถ้าหากแป้งนุ่ม น้ำจิ้มอร่อยแล้วล่ะก็รับรองว่าขายดีจนทำกันไม่ทันเลยทีเดียว

กุยช่ายเป็นขนมของชาวจีนที่มีส่วนผสมหลักเป็นแป้งห่อด้วยไส้แล้วนำไปนึ่งซึ่งมีหลายไส้ อาทิ ไส้มันแกว ไส้เผือก ไส้หน่อไม้ และไส้ที่เรารู้จักกันดีจนเป็นชื่อเรียกของขนมคือไส้ผักกุยช่ายนั่นเอง กุยช่ายที่ขายอยู่ตามท้องตลาดนั้นมีทั้งแบบนึ่ง และแบบทอด โดยแบบทอดนั้นจะนำเอากุยช่ายที่นึ่งแล้วมาทอดลงบนเตาเพื่อให้กรอบนอกนุ่มใน โดยสนนราคาต่ออันจะมีตั้งแต่ 7 บาทไปจนถึง 10 บาทตามแต่ขนาดและพื้นที่ที่ขาย

แบบนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปคิดค้นหาขนมใหม่ๆ มาล่อใจคนซื้อเลยนะครับ ทำขนมกุยช่ายขาย ก็รวยได้แล้ว ต้นทุนการทำก็ต่ำมาก สามารถหาส่วนผสมได้ทั่วไปตามท้องตลาด แถมยังไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักร เครื่องมืออะไรมากมาย เรียกว่าลงแรงอย่างเดียว และเดี๋ยวๆก็คืนทุนแล้วครับ

วิธีการทำ

– เนื้อแป้งของขนมกุยช่ายจะทำจาก แป้งข้าวเจ้า และแป้งมันสำปะหลัง โดยอาจจะเติมแป้งข้าวเหนียวเข้าไปด้วยก็ได้ เพื่อเพิ่มความเหนียวนุ่มหนุบหนับมากยิ่งขึ้น

– ขั้นตอนในการกวนแป้งกุยช่าย ก็ควรตั้งไฟประมาณกลางๆจนกระทั่งแป้งสุก หลังจากนั้นจึงค่อยๆ หรี่ไฟลง เพื่อให้ได้แป้งมีลักษณะเป็นเนื้อใสและเหนียวแน่นขึ้น

– จากนั้นก็ต้องมีไส้ผักต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยจะต้องทำการผัดไส้ทั้งหมดให้สุกก่อนที่จะห่อแป้ง เพราะเนื้อแป้งจะใช้เวลานึ่งเพียงไม่นานก็สุกแล้ว หากนึ่งนานเกินไปจะเละไม่น่ารับประทานครับ ทั้งนี้อาจผสมเบคกิ้งโซดาเข้าไปในไส้กุยช่ายที่ผัดด้วย เพื่อให้ผักยังคงมีสีเขียวดูสวยงาม ถ้าหากไม่ใส่ ไส้ผักที่ผัดทิ้งเอาไว้ก็จะกลายเป็นสีเหลืองซีดครับ

– ต่อด้วยการทำน้ำมันกระเทียมเจียวสำหรับทาขนมกุยช่าย หลังจากที่นึ่งเสร็จแล้ว เพื่อให้ขนมไม่ติดกันเป็นแพ และมีกลิ่นหอม รวมทั้งดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นด้วยครับ

ขั้นตอนการทำขนมกุยช่ายนั้นแม้จะไม่ยุ่งยาก แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเตรียมส่วนผสมอยู่พอสมควร ซึ่งจะมีหลากหลายสูตรแตกต่างกันไป อาทิเช่น เริ่มตั้งแต่เตรียมแป้งทั้งแป้งมัน แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม นวดให้เข้ากันจนแป้งเหนียวนุ่ม ไม่ติดมือ จากนั้นก็ผัดเตรียมไส้ให้สุกแล้วพักทิ้งไว้ จากนั้นนำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมและแผ่นให้เป็นแผ่นบางๆ นำไส้มาใส่ตรงกลางแล้วหุ้มให้สนิทและนำไปนึ่งจึงได้ขนมกุยช่ายตามต้องการ

การขาย

สำหรับการขาย ควรขายเป็นชุด ชุดละ 25 บาท มีประมาณ 4-5 ชิ้น ก็จะกำลังเหมาะเลยครับ โดยกุยช่ายนึ่งที่ขายไม่หมดภายในวันนั้น ก็ยังสามารถนำมาทอดกรอบแล้วขายในวันถัดไปได้อีกด้วย การขายระยะแรกอาจจะกะปริมาณขายเอา แบบพอประมาณก่อน เมื่อเริ่มจับทางได้แล้วว่าควรทำขายวันละเท่าไหร่ ก็จัดเต็มที่เลยครับ

ในสมัยก่อนขนมกุยช่ายที่ขายกันนั้นมักจะมีขนาดใหญ่พอสมควร ประมาณกำปั้น แต่ในปัจจุบันขนมกุยช่ายที่ขายดีมักจะมีขนาดเล็กพอคำ สามารถทานได้ในคำเดียวโดยไม่ต้องตัดแบ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าขนมกุยช่ายที่ขายดีมีคนซื้อเยอะนั้น นอกจากแป้งกุยช่ายที่เหนียวนุ่มบางแล้ว น้ำจิ้มก็ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้กุ๋ยช่ายมีรสชาติอร่อยโดยน้ำจิ้มนั้นจะประกอบด้วยซีอิ๊วดำ น้ำส้ม น้ำตาล และพริกบดเป็นหลัก

การตลาด

ในปัจจุบันตลาดกุยช่ายนั้นได้มีการขยายตลาดไปมากขึ้น จากเดิมที่ขายอยู่เพียงตลาดล่างตามตลาดนัดหรือทางเท้าริมถนน เป็นขึ้นห้างสรรพสินค้า และอยู่ใน Food Cort ชั้นนำทั่วไป โดยมีการจัดแพคเกจให้สวยงามน่าสนใจเพื่อเพิ่มมูลค่า

ถ้าถามว่าอนาคตของตลาดกุยช่ายจะเป็นอย่างไร ก็ขอตอบว่ายังมีช่องว่างสำหรับโอกาสการขายอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย หากเพียงแต่ผู้ประกอบการต้องมีการทำการตลาดที่ดี ใส่ใจในคุณภาพ รสชาติเป็นสำคัญ มีการจัดการรูปหน้าตาและการบรรจุหีบห่อหรือป้ายหน้าร้านให้มีความน่าสนใจดึงดูดสายตา รวมไปถึงการหาทำเลที่เหมาะสมต่อการขาย อาทิ ตลาดนัด หรือโรงเรียนประถมมัธยม เพียงแค่นี้ อนาคตเศรษฐีใหม่ที่สร้างตัวจากขนมกุ๋ยช่ายก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

เป็นอย่างไรครับ รู้แบบนี้เริ่มอยากนึ่งกุยช่ายขายกันหรือยังเอ่ย เป็นธุรกิจที่ง่าย และสามารถทำได้ด้วยกำลังคนเพียงคนสองคนก็เพียงพอแล้ว แทบไม่ต้องเสียเงินจ้างลูกมือเลยอีกด้วยนะครับ