บทความธุรกิจ

เคล็ดลับการค้าขายของคนจีน

การค้าขายแบบซื่อสัตย์ของชาวจีน

จุดเด่นอย่างหนึ่งของชาวจีนสมัยก่อนในเรื่องทำการค้าคือ นอกจากจะต้องฉับไวแล้ว ต้องรักษาคุณธรรมด้วย คุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ที่มีมานานแสนนาน ชาวจีนส่วนใหญ่นมัสการกราบไหว้บูชาเทพเจ้า โดยเฉพาะเทพเจ้ากวนอู ซึงเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ชาวจีนสมัยก่อนทำการค้าโดยยึดหลักคุณธรรมความชื่อสัตย์ หรือที่เรียกว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” นั่นเอง หรือ “หมั่นรักษาความซื่อสัตย์ ให้เหมือนดั่งเม็ดเกลือที่รักษาความเค็ม” ชาวจีนสมัยก่อนถือว่าความชื่อลัตย์คือความดีอย่างหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนผลดีไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ชาวจีนสมัยก่อนยึดถือคุณธรรมความซื่อสัตย์ในการค้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าลูกหลานจะได้รับการชื่นชมยินดีไปด้วย ชาวจีนได้รับความสำเร็จในการค้า ด้วยการวางแผนงานที่รอบคอบ มีการบริการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี อีกทั้งในแนวทางแห่งความเป็นนักคิดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งนั่นก็เป็นบทสรุปที่ง่ายๆ ในการที่จะนำเอามาอ้างอิง ชาวจีนได้ทำการสืบต่อแนวทางแห่งความคิดกันในรูปแบบนี้มาได้จากการใช้วิสัยทัศน์ของตนเองในแต่ละบุคคล อย่างเช่น พ่อเลียนแบบปู่ และลูกก็เลียนแบบพ่ออีกทอดหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าการค้าขายของชาวจีนสมัยก่อนได้ถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของการค้ากันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย กล่าวคือการยึดหลักการในแนวความคิด แบบอย่างเดียวกันที่ว่า ค้าขายกันโดยอาศัยแนวทางของคุณธรรมมาเป็นข้อกำหนด ค้าขายกันแบบพึงพาอาศัยกันไปไม่ใช่ต่างคนต่างขาย หากเปรียบเทียบในยุคนี้แล้ว การค้าในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายก็ตาม เขาจะไม่สนใจกัน ต่างคนต่างค้าขาย นานๆ ถึงจะมีการลดทิฐิบ้างก็ตอนที่ของขาดตลาด คนค้าขายในยุคนี้เมื่อจะหยิบยืมของกันก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าลักวันหนึ่งเขาจะมายืมเราบ้าง อีกทั้งคอยระแวงกันเอง เพราะต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่ง หากลูกค้ารู้จะไปซื้อร้านนั้น หรือกลัวว่าเขาเอาไป จะไปขายของตัดราคากัน

ชาวจีนในอดีตที่ได้เข้ามาเปิดกิจการค้าขายกันในต่างแดน และนับคำกล่าวที่ว่าพวกเขาได้ค้าขายกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนั้น พวกเขาไม่ได้มีความคิดที่จะแก่งแย่งชิงลูกค้าซึ่งกันและกันเลย การหยิบยืมของจึงดูเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ความซื่อสัตย์ ไม่โอ้อวด พ่อค้าชาวจีนสมัยก่อนทุกคนไม่ว่าจะยึดอาชีพเดียวกัน หรือต่างกัน ทุกคนต่างล้วนระลึกอยู่เสมอว่า พวกเขามายืนหยัดอยู่ ณ จุดนี้เพื่ออะไร พวกเขาซึ่งเป็นชาวจีนด้วยกัน บางคนลงเรือลำเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ทุกคนไม่ต่างกันจากการเป็นพี่น้องเพื่อนพ้องร่วมชนชาติเดียวกัน และตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์ หลักการคุณธรรมเดียวกัน รักใคร่ปรองดองกัน

การหาเงินของคนจีน

ในโลกนี้มีวิธีการหาเงินมากมายหลายวิธี แต่ทุกๆ วิธีนั้นจะมีจุดร่วมกันอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนการค้าของตนเองให้เป็นไปตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะตกอยู่ในลถานการณ์แบบใด ชาวจีนโพ้นทะเลก็สามารถแก้ไข ดัดแปลงการค้าของตนให้ได้ตามกันไป เช่น เมื่อครั้งนั้าท่วมสมัยหลายปีก่อน ขาวจีนโพ้นทะเลก็จะนำเอาสิ่งของใช้ที่จำเป็นมาทำการค้าขาย กรณียุคเงินดอลลาร์สหรัฐวิกฤติชาวจีนโพ้นทะเลก็สามารถปรับเปลี่ยนการค้าของตนให้กลายเป็นหลักฐานที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น หรืออย่างในกรณีสงครามโลก ชาวจีนโพ้นทะเลเล็งเห็นว่าสินค้าต่างๆ ล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องบริโภคปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ตามด้วยสินค้าอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

หลายคนพูดว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นคนฉกฉวยแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง ในขณะที่คนอื่นเดือดร้อน ซึ่งตามหลักความเป็นจริง ชาวจีนโพ้นทะเลไมได้เป็นเช่นนั้นเลย พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนการค้าของตนเองให้เป็นไปตามสภาวการณ์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกว่า เป็นการวางแนวความคิดในการช่วงชิงโอกาสทองด้วยปัญญาไหวพริบในโลกธุรกิจการค้า ที่ไม่ได้แข่งกันแต่กำไรอย่างเดียว พวกเขาต้องสร้างประสิทธิภาพ และชื่อเสียงในผลิตผลนั้นๆ ด้วยการลดต้นทุนจากการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อต้องการจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่ถูก เป็นการเอากำไรแต่น้อย เพื่อที่จะให้ลูกค้าได้มีการซื้อหาสินค้ามาเพื่อทำการทดลองใช้ ดังนั้นการที่จะกล่าวหาว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นพวกฉกฉวย หรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ฟังดูแล้วออกจะเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงกันเกินไป

ชาวจีนโพ้นทะเลทำงานโดยยึดหลักรูปแบบของตนเอง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการค้าในรูปแบบใหม่ ๆ แต่ชาวจีนโพ้นทะเลจะยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองไว้ การเปลี่ยนอาชีพของชาวจีนโพ้นทะเลจะดูจากโอกาสวาระที่เห็นสมควร เช่น หากใครค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ก็จะพัฒนาเป็นร้านตัดเสื้อ ใครเคยเปิดร้านตัดผม ก็เปลี่ยนมาเปิดเปีนกิจการทำวิกผม ออกแบบทรงผมแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ใครเคยอยู่เบื้องหลังการปรุงอาหาร หรือเกี่ยวข้องกับตำราอาหาร ก็พัฒนาเปิดร้านขายอาหาร โดยการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นการพัฒนาไปเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ต่อยอดของเดิมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

เจ้าสัวจีนไม่เดินตามรอยเท้าผู้อื่น

นักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จในการค้าขายไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจในชนชาติใด ๆ ก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีการละเลยปิดกั้นโอกาสทองของตัวเอง การจำหน่ายค้าขายสินค้ามากมายหลายชนิด มันเป็นการยากที่จะคาดเดาได้ว่า สินค้าในชนิดไหนที่ขายดีกว่ากัน? การวิเคราะห์ในจุดนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์จากข่าวสาร และข้อมูลต่างๆ ประกอบกับการใช้ วิจารณญาณในการออกสำรวจตลาดการค้าว่า ในขณะนี้ความต้องการของตลาดทางการค้านั้นต้องการอะไรกันบ้าง? การตามสภาวะของตลาดให้ทัน จึงเป็นเรื่องที่นักธุรกิจทุกคนต้องให้การเรียนรู้ ศึกษา และเจาะลึกกันลงไปในกลุ่มของผู้ซื้อให้ได้โดยละเอียด

เจ้าสัวจีนทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเดินตามรอยเท้าของผู้อื่น หาได้ใช่นักค้าขายตัวจริงไม่ พวกเขามักที่จะชอบทำอะไรก่อนหน้าใคร ๆ คือ จะเป็นผู้บุกเบิกกันให้จงได้ แต่ทว่าถ้าเข้าตาจนกันจริงๆ เสือลำบากตัวนี้ก็จะ นำเอาความคิดของผู้อื่นมาเสริมเติมกันในส่วนที่คิดว่าดีเลิศ จากนั้นก็จะผสมผสานกันเข้ากับความคิดที่วิเศษสุดของตนเอง เมื่อความคิดที่ว่าดีเลิศกับความคิดที่วิเศษสุดมาเจอกัน ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะต้องเยี่ยมยอด ไม่มีความคิดของผู้ใดที่จะมาเทียบเทียมรัศมีได้ การไม่เดินตามรอยผู้อื่นจึง เป็นเรื่องที่สมควรกระทำกันเป็นอย่างยิ่ง เจ้าสัวจีนจะไม่เดินตามรอยผู้อื่น หากแต่ว่าจะแกะรอยความคิดความอ่านที่เป็นเพียงบางส่วนของความคิดในด้านที่ดีเลิศจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไปทาบรัศมีรอยเท้าของผู้อื่นให้ได้ตรงตามขนาดที่เรียกได้ว่า พอดีเป็ะ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย อย่าได้เข้าใจกันไปแบบผิดๆ

การค้าขายของคนจีนมีเครดิต และไม่จำเป็นอย่าให้มีหนี้สูญ

ประโยคที่ลูกหนี้ไม่อยากได้ยินมากนัก ก็คือประโยคที่ว่า การเป็นหนี้ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องจ่าย เมื่อเราไปทวงหนี้ ถ้าผู้ที่เป็นลูกหนี้เกิดควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ก็อาจจะมีการแสดงความไม่พอใจกันออกมาให้เห็น บางทีโมโหเป็นการกลบเกลื่อน หรือเราในบานะเจ้าหนี้อาจจะถึงขนาดตัดขาดการติดต่อซื้อขายกันเป็นไปเลย เพราะเค้าอาจจะติดเงินเราไว้มาก ชาวจีนหลายต่อหลายคนครับ ที่อยู่ในสภาพของการเป็นลูกหนี้นั้น มักที่จะยึดคำพูดอยู่ในใจที่ว่า การเป็นหนี้ช้าหรือเราเร็วก็ต้องจ่าย เราก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินให้เจ้าหนี้อยู่วันยังค่ำ ซึ่งการผ่อนชำระหนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการต่อรองกันในระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเครดิตไปมากกว่าเดิม

แต่การชำระหนี้ในรูปแบบตังกล่าว เจ้าหนี้บางคนก็เห็นชอบด้วย ประมาณว่าก็ยังดี ดีกว่าไม่ยอมจ่ายเอาซะเลย หรือเจ้าหนี้บางรายก็อาจที่จะเกิดความไม่พอใจกับการที่ต้องชำระเงินเช่นกันในแบบนี้ โดยเขาอาจจะมีการโต้แย้งกลับออกมาว่า

“เวลาลื้อหยิบยืมอั้ว เอาเงินก้อนใหญ่ไป แต่ครั้นพอเวลาจ่ายอั้ว กลับจ่ายกันเป็นเศษเงิน”

อันนี้ก็ว่ากันไป นานาจิตตัง แล้วแต่ว่าใครจะมีความคิดเห็นกันอย่างไร เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องที่พูดได้ และมันก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้เลยสักที บางทีเป็นญาติกันบ้าง เป็นเพื่อนกันบ้าง แต่ในอารมณ์ของเจ้าหนี้ น่าจะมีหลุดๆ กันบ้างตามประสามนุษย์ปุถุชนคนเดินดิน

ซึ่งหนี้สินของคนเราส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการขอหยิบขอยืมทรัพย์กันมาใช้ก่อน อาจจะด้วยเงินหมุนไม่ทัน หรืออาจจะเกิดจากการเปิดบัญชีเครดิตทางการค้า ด้วยการนำสินค้าไปขายก่อนแล้วค่อยคิดผ่อนชำระเงินกันในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน น่าจะทราบกันเป็นพื้นฐาน

ชาวจีนนั้นไม่ว่าพวกเขาจะตกอยู่ในฐานะลูกหนี้ ก็จะไม่ยอมให้ตัวเองเสียเครดิตที่ตนที่ได้สร้างสมมาแล้วนั้น ต้องสูญเสียกันไปได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าได้ว่าไม่ยอมให้ชื่อเสียงของตัวเองต้องเสียลงไปในวันเดียว จะหามาจ่ายทันทีเมื่อถึงเวลาจ่าย หรือถ้าหากในกรณีไม่มีจ่ายจริงๆ ก็จะยอมขายทรัพย์สินอื่นๆ ที่ตัวเองมีอย่างเช่น สร้อยคอ นาฬิกา แหวนมีค่า เอาไปใช้หนี้ไปพลางๆ ก่อน และในกรณีที่พวกเขาไม่มีทรัพย์สินใดๆ เลย พวกเขาก็จะไปหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้อง เพื่อนำเอาไปใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ ดูๆ ไปแล้วมันก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นดินพอกหางหมู ซึ่งเป็นการยืมต่อๆ กันไป แต่ด้วยความรักในพี่น้อง ชาวจีนทำได้ เพราะมันเป็นการรักษาเครดิตให้กับพี่ให้กับน้องกันเอาไว้ก่อนที่จะสูญสิ้นเครดิต

กลับกันถ้าหากว่าชาวจีนอยู่ในฐานะของการเป็นเจ้าหนี้บ้าง พวกเขาจะมีหลักวิธีในการทวงหนี้ เพี่อพยายามไม่ให้เป็นหนี้สูญขึ้นมาได้ แต่ว่าขั้นตอนในการทวงหนี้ของพวกเขายังไม่เป็นการเปิดเผยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ตามสไตน์ของแต่ละคน บางคนใจดี บางคนอารมณ์ร้อน บางคนต้องการเงินให้ได้

ผู้ค้าหน้าใหม่บางคนให้เครดิตกับลูกค้าอย่างพร่ำเพรื่อ จนเป็นช่องโหว่ทำให้ผู้ค้าหน้าใหม่เกิดหนี้สินเพราะหมุนเงินไม่ทัน และตัวลูกค้าเองก็ยังคงไม่มีเงินที่จะนำมาจ่าย ผู้ค้าหน้าใหม่ก็คิดกันเพียงว่าจะปล่อยสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะความใหม่จึงต้องการกำไรให้ได้มากที่สุด ไม่เหมือนกับผู้ค้าหน้าเก่ายอมเอากำไรที่น้อยกว่าเพื่อให้เงินหมุนได้ทัน ดังนั้นในการคิดของผู้ค้าหน้าใหม่จึงเป็นสาเหตุใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการเป็นหนี้กันแบบงูกินหาง

และที่ต้องระวังให้มากที่สุด คือการที่ผู้ค้าหน้าใหม่ปล่อยบัญชีให้กับลูกค้า โดยที่สินค้าของตนเองนั้นนำเข้ามาในสต๊อกแบบจ่ายเงินสด เนื่องจากว่าผู้ค้าหน้าใหม่ยังไม่ได้รับความเชื่อถือจากโรงงานในเรื่องของการเปิดบัญชีเครดิตให้นั่นเอง

ชาวจีนที่มีความชำนาญในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ พวกเขาจะมองดูลูกค้าที่เข้ามาหาแบบจับเสือมือเปล่า คือลูกค้าที่ชั่วโมงบินสูงในเรื่องการเล่นตุกติก ลูกค้าเงินเชื่อในแต่ละคนนั้นยากที่จะผ่านการตรวจสอบจากผู้ค้าชาวจีนที่มากไปด้วยประสบการณ์ได้ มันจึงดูเป็นการยากที่จะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียสินค้าไปโดยปราศจากความไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ลองสังเกตดูกันให้ดีๆ ถ้าไม่จำเป็นกันจริงๆ แล้ว ผู้ค้าชาวจีนจะไม่ยอมเป็นเจ้าหนี้ของใครโดยเด็ดขาด ขนาดร้านกาแฟ หรือร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่อยู่ในซอยแคบ ๆ ก็ยังมีการขึ้นป้ายบอกเอาไว้เลยว่า “กินวันนี้จ่ายวันนี้ งดเชื่อเบื่อทวง” หรือร้านขายของชำบางร้านที่ติดป้ายว่า “จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง”

คติการค้าคนจีน ขยัน อดทน และขยับขยาย

การประกอบอาชีพของชาวจีนกับคำว่า “ผู้ค้าที่มีคุณภาพ” จึงเป็นสิ่งที่จะต้องให้อยู่คู่กันมาโดยตลอด เป็นที่รู้ ๆ กันดีอยู่แล้วว่าชาวจีนนั้นมีความขยัน มีความอดทนอดกลั้นที่เป็นเลิศ ถ้าพวกเขาต้องการในสิ่งใดก็จะทำการเที่ยวเสาะแสวงหา ถึงแม้ว่าของสิ่งนั้นจะต้องใช้ความยากลำบากในการเสาะแสวงหากันอย่างมากมายเพียงใดก็ตาม เพราะว่าทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นมันมีความสำคัญกันเป็นอย่างยิ่ง

พวกเขาจะต้อง พยายามสร้างสรรค์ทำความฝันให้ได้กลายเป็นจริง โดยการอดทนอดกลั้น ในการทำการติดต่อซื้อหากันมาให้จงได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็ตรงที่ว่าพวกเขาจะใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ตนเองมีอยู่ เป็นต้นว่าพูดชักจูงให้เกิดการยินยอม เพื่อที่จะให้เจ้าของได้งานในสิ่งของตังกล่าวให้ได้ และอีกอย่างพวกเขาก็จะใช้ความสามารถในการต่อรอง อย่างเช่นจะใช้การแลกของ โดยกำหนดให้ของที่นำเอาไปแลกนั้น จะต้องมีมูลค่าที่มากกว่าของที่ตนต้องการจะได้มา

หลายคนก็อาจที่จะนึกเอะใจว่า แล้วมันคุ้มค่ากันหรือเปล่ากับการเสียเปรียบคนอื่นเขา? แต่ชาวจีนกลับคิดว่ามันเป็นการเสียเปรียบที่ทำให้ฝันของพวกตนเป็นจริง จะเรียกว่าเป็นการกล้าได้กล้าเสีย ก็คงจะไม่ผิดเพี้ยน

เห็นไหมล่ะว่า สิ่งใด ๆ ก็ตามที่ใครคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะแสวงหามา พวกเขาก็จะต้องหามาให้จงได้ ยกเว้นในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะไม่ต้องบอกหรอกว่ามันเป็นอะไร

ชาวจีนมักจะชอบ ขยับขยายกิจการของตนเองไปทีละนิดทีละน้อย ไม่ใช่ว่าจะต้องขยายกันออกไปแบบเร่งรัด รวดเร็ว และบทสุดท้ายก็จะต้องพบกับความผิดพลาดกันไปในที่สุด การขยับขยายกิจการกันแบบเร่งรัด เป็นการทำให้หลักทรัพย์ที่หามาได้ รวมทั้งเงินทุนสำรองที่ต้องมามีอันจมปลักอยู่กับที่ มันไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์ แต่มันเป็นการทำลายตนเองที่มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการรวดเร็วฉับไวเกินกว่าความจำเป็น หรือขาดความชำนาญในการที่จะไต่เต้าก้าวขึ้นบันไดได้ในชั้นสูง ๆ มันจะเป็นการทำให้ตนเองลื่นไถลตกลงมากระแทกลงพื้นดินในลักษณะแบบเดียวกันกับนกปีกหัก ยิ่งบินสูงและบินเร็วได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งตกลงมาจนทำให้ต้องเจ็บตัวได้มากขึ้นเท่านั้น

ชาวจีนจะยึดถือแนวแห่งความคิดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ความร่วมมือร่วมใจในการผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพสูงออกมาโดยที่ไม่ต้องเกี่ยงงานกัน ยึดถือเอาหลักสำคัญของความเป็นญาติมิตร เพื่อนพ้องในอุดมการณ์เดียวกันมาเป็นหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ว่าใครที่ได้ดีกว่า แล้วเกิดความอิจฉาริษยาแกมหมั่นไส้ ชาวจีนมืความคิดในการที่จะผลักดันซึ่งกันและกัน เกื้อหนุนจุนเจือกันมาโดยตลอดจนกลายเป็นอุปนิสัยส่วนตัวกันไปโดยตลอด และนั่นมันก็เป็นเรื่องที่ดี สมควรอยู่แล้วมิใช่หรือกับการกระทำที่น่าให้การยกย่องสรรเสริญกันไปในรูปแบบนี้

การสนทนากันของนักธุรกิจจีนเป็นอย่างไร

ข่าวสารที่แน่นอน และละเอียด ที่มีความเป็นจริงทุกๆ กระเบียดนิ้ว ไม่มีการสอดแทรกด้วยข่าวลือ หรือข่าวที่ทำให้ผู้อื่นต้องได้รับความเสียหาย เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ข่าวสารที่เที่ยงตรงนั้นถือเป็นอาหารอันโอชารสของนักธุรกิจทั้งหลาย ไม่ว่าเขาเหล่านี้จะเป็นชนชาติใดๆ ก็ตาม ข่าวสารที่มีความกระจ่างชัด และได้ผ่านจากการกลั่นกรองกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักธุรกิจทุกคนต่างก็ล้วนมีความต้องการอยากได้มาเป็นข้อมูลด้วยกันทั้งน้น ขออย่างเดียวคือ ข่าวที่ได้มาจะต้องเป็นข่าวที่ให้ความเชื่อถือได้ไม่ใช่ข่าวลวง

แต่จะว่ากันไปแล้วจะมีใครรู้บ้างไหมนะว่าข่าวสารใดเป็นข่าวที่ถูกต้อง และข่าวสารใดที่เป็นข่าวถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง

เจ้าสัวจีนจะมีความคิดอ่านอยู่อย่างหนึ่งที่ดูออกจะสอดคล้องกันก็ตรงที่ว่า เมือได้มาถึงแหล่งที่มาของข่าวสารแล้ว จะทำการวิเคราะห์กันว่าแหล่งข่าวนั้นเชื่อถือได้เลยหรือไม่? ถ้าหากว่าแหล่งที่มาของข่าวนั้นไม่เป็นที่น่าให้ความเชื่อถือ ก็จะไม่เก็บเอาข่าวสารนั้นมาทำให้การดำเนินงานในแต่ละครั้งต้องเกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้พวกเขาก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบกันเป็นอย่างดีให้แน่นอนเสียก่อนว่า ข่าวสารต่างๆ ที่ได้มาเหล่านั้นจะเป็นข่าวจริงๆ หรือเป็นข่าวที่ปราศจากข้อมูลแห่งความเป็นจริง

เจ้าสัวจีนทุกคนรู้ดีแล้วว่า แหล่งข่าวสารต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากคำพูดและการกระทำของคน และจากจุดตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขาชอบที่จะหาโอกาสพบปะและพูดคุยกัน โดยการหยิบยกเอาปัญหาต่างๆ มาเล่าบรรยายสู่กันฟัง คนจีนมักชอบแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่อย่างนี้มาข้านานแล้วสีบทอดต่อๆ กันมาจนถึงในยุครุ่นของลูกหลาน พวกเขาชอบที่จะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เป็นอย่างอื่น จากนั้นก็จะเอาข้อมูลมาทำการจับประเด็นวิเคราะห์ และใช้วิจารณญาณในการคิดคำนึงกันถึงในส่วนที่มันจะเป็นไปได้

หัวข้อเรื่องส่วน ใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องราวของการค้าการขาย รองลงมาก็คือ เรื่องราวของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องลัพเพเหระต่างๆ ในขณะ ที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ลองจับใจความแล้วเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้มีความลับปกปิดอะไรกันเลย ใครไม่รู้จะคิดว่าพวกเขาชอบคุยโวโอ้อวด แต่ที่จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขาเพียงเพื่อต้องการที่จะส่งข่าวคราวของการดำเนินงานต่อกัน มันไม่ใช่เป็นการคุยโวโอ้อวดหรือไม่ใช่เป็นการคุยโม้ แต่มันเป็นการเสนอเรื่องราวที่ดีๆ พอที่จะให้ดูสนทนาเก็บเอาไปใช้เป็นบทเรียน หรือเป็นแบบอย่างในการดำเนินงานกันในครั้งต่อๆ ไปในภายภาคหน้า

ส่วนใหญ่แล้วชาวจีนเวลาที่พวกเขาได้มาพบปะสังสรรค์ หรือพูดคุยกันในระหว่างพรรคพวกเดียวกัน ลองสังเกตดูให้ดีๆ พวกเขาจะไม่มีความลับต่อกันเลย ทุกอย่างที่ต้องแสดงออกมานั้น ดูเป็นการโจ่งแจ้งเปิดเผย มันจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ต้องคิดว่าทำไมหนอพวกเขาถึงยอมเผื่อแผ่กันได้ถึงเพียงนี้? ตอบกันจนเป็นที่กระจ่างชัดได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า

“พวกเราลงเรือลำเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ใจคอต้องหนักแน่นเข้าไว้ พวกเราจะไม่ทำร้ายกันเองโดยเด็ดขาด นอกจากนำเสนอ ความคิดของตัวเราเอง เพื่อที่จะสร้างตำนานแห่งการค้าให้มันยิ่งใหญ่ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลก และพวกเราก็พร้อมแล้วที่จะก้าวเดินต่อไป และก้าวเดินไปอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยให้คงเอาไว้ซึงความเป็นมิตรภาพแห่งเพื่อนพ้องที่ดีต่อกัน”

เจตนารมณ์ทุกอย่างนั้นจะยังความยืนหยัดอยู่บน อุดมการณ์เดียวกันมาโดยตลอดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากว่าชาวจีนมีโอกาสที่จะเปิดฉากสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนนอก แน่่นอนล่ะการสนทนานั้นก็จะเกิดขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้ามกันเพียงอย่างเดียว คู่สนทนาของชาวจีนยิ่งพูดออกมามากเท่าใด ความลับของพวกเขา ก็จะถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเท่านั้น พ่อค้าชาวจีนจะนึ่งฟังเพียงอย่างเดียว และก็อาจที่จะมีการพูดคุยโต้ตอบกลับไปบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้คู่สนทนานั้นเกิดความกังขา จนทำให้จับไต้ และเกิดการหยุดชะงัก เพราะถ้าหากว่าคู่สนทนาหยุดชะงักคำพูดหรือเกิดการลังเลในการที่จะพูดคุยต่อ ซึ่งนั่นก็ย่อมที่จะต้องหมายความถึง การหยุดส่งข่าวสารของเขานั่นเอง เรื่องแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าชาวจีนส่วนใหญ่รู้กันเป็นอย่างดี

เคล็ดลับการค้าจีน ซื้อเมื่อเขาอิ่ม ขายเมื่อเขาหิว

การตัดสินใจอย่างรวดเร็วและฉับพลัน อีกทั้งยังไม่เป็นการทำให้ตนเองนั้นต้องตกจากอานม้า นักธุรกิจที่มองการณ์ไกลจะหยั่งรู้ได้เลยในทันทีว่า โอกาสทองในช่วงนั้นเหมาะสมหรือไม่ ที่จะไขว่คว้าเอาไว้ หรืออาจจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปตามกระแสลมอย่างหน้าตาเฉย พ่อค้ามือฉมังจะใช้ความสามารถในการดำเนินนโยบายได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครๆ

การรีบไขว่คว้าโอกาสทอง ไม่เพียงแต่ใช้ความฉับไวกันแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่ต้องคำนึงกันให้มากที่สุดก็คือ โอกาสทองที่ได้ก้าวเข้ามาเยือนถึงถิ่น โดยเฉพาะการเข้ามาในขณะที่ผู้ค้าคนนั้นกำลังตกอยู่ในภาวะการณ์ฉุกเฉิน จึงถือเป็นการหลอกล่ออย่างหนึ่ง หลอกล่อเพื่อที่จะให้หลงดีใจ แล้วรีบไขว่คว้าโอกาสทองนั้นกันไว้ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจอมปลอม เป็นการเย้ายวนล่อใจจากแผนการของคู่แข่งที่อยู่ในฝั่งตรงข้าม ใช่แล้วถ้าหากว่าผู้ค้าคนนั้นขาดความยั้งคิด บวกกับสภาวะฉุกเฉินของกิจการที่อยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ จะรีบไขว่คว้าเอาไว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ตอนนี้ก็เท่ากับว่าผู้ค้าดวงตกคนนั้น ต้องมาติดบ่วงของนายพรานล่าเนื้อกันอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลยจรีงๆ ดังประโยคทองที่ว่า “ซื้อเมื่อเขาอิ่ม ขายเมื่อเขาหิว”

ชาวจีนถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เป็นเสือลำบากที่จนมุมไม่มีทางไป ก็จะไม่ยอมปลดปล่อยให้จิตวิญญาณต้องตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตากันไปได้อย่างเด็ดขาด ดังคำกล่าวที่ว่า “หมดหนทางต่อสู้ ประตูทางออกถูกปิดตาย ก็จะขอเอาพลังแห่งความคิดมางัดข้อกับสิ่งเลวร้ายที่มันกำลังสุมรุมคุกคามอยู่” ชาวจีนดั้งเดิมไม่ใช่ว่าจะต้องเก่งกล้าไปชะหมดทุกเรื่อง ที่น่าแปลกคนเราก็มีสองมือ สองเท้า หนึ่งความคิดเหมือนกันทุกคน แต่ความคิดอ่านของชาวจีนทำไมถึงได้กว้างยาวและไกลกันนัก?

พวกเขาคิดกันได้อย่างไร? โอกาสทองมันเป็นโอกาสทองของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นน่ะหรือ? มืหลายคนคิดเช่นนั้น ซึ่งอันที่จรืงแล้วมันไม่ได้ เป็นเช่นนั้น โอกาสทองเป็นของทุกคนแต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นช่องทาง ที่จะเข้าถึงโอกาสกันในแต่ละครั้ง ชาวจีนมีการเล็งเห็นถึงช่องทางที่ จะเข้าถึงโอกาสทองกันในทุกครั้งที่มืจังหวะ ช่องทางที่เปิดให้ได้ก้าวเดินเข้าไป เพื่อจะแสวงหาในผลประโยชน์ ตอนนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าใครสามารถที่จะไขว่คว้าเอาโอกาสทองนั้นมาไว้ในอุ้งมือได้มากน้อยแค่ไหน? และทำได้อย่างไร?

การกระจายการลงทุนของชาวจีน

การค้าการขายนั้นมันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงกันได้อยู่ตลอดเวลา มีได้ก็ต้องมีเสีย และมีเสียก็ต้องมีได้ ได้กับเสียจึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ใช่เป็นเรื่องราวที่มันใหญ่โต ดังนั้นการที่ชาวจีนจะคิดทำการค้ากันในแต่ละครั้ง พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้หวังเพียงแต่จะต้องได้อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีการเผื่อในส่วนที่เสียกันเอาไว้ด้วย เพราะถ้าหากว่าเกิดการผิดพลาดกันขึ้นมาครั้งคราใด ก็จะได้หาหนทางแก้ไขกันได้อย่างทันท่วงที

ชาวจีนจะมีความคิดอยู่ในรูปแบบอย่างเดียวกันตรงที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะพยายามหาหนทางในการที่จะกระจายทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การกระจายทรัพย์สินของพวกเขาจึงเป็นเรื่องที่ดูจะสำคัญยิ่ง อย่างเช่น ชาวจีนจะนำเอาทรัพย์สินส่วนหนึ่งไปลงทุน เพื่อที่จะทำการค้าอีกอย่างหนึ่ง โดยอาจจะเข้าหุ้นกันกับพรรคพวก หรือทำการค้าส่วนตัวก็สุดแล้วแต่ และบางคนก็จะนำเอาทรัพย์สินไปซื้อหุ้นกัน แต่ในกรณีเช่นนี้พวกเขาต้องมีความมั่นใจกันเป็นอย่างดีแล้วว่าหุ้นที่ซื้อมาแล้วนั้นจะต้องไม่มีวันร่วง ตกหล่น หรืออาจจะมีการนำเอาทรัพย์สินมาซื้อที่ดิน เพื่อจะมาซื้อบ้าน ซื้อตึกแถว แล้วจัดแจงตกแต่งให้แลดูสวยสดงดงามตา เป็นวิมานในฝันที่น่าอยู่ จากนั้นก็จะปล่อยให้เช่า แล้วก็เก็บค่าเช่ากันเป็นรายเดือน เข้าทำนองที่ว่า “เสือนอนกิน” นอนรอให้มีคนเดินเข้ามาอย่างเดียวก็เพียงพอ

แต่จะอย่างไรก็ตามในการกระจายทรัพย์สินของชาวจีน พวกเขาจะต้องเล็งเห็นกันมาจนเป็นอย่างดีแล้วว่าการนำเอาทรัพย์สินไปทำอะไรก็ตาม จะต้องมองกันให้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งกันไปเลยว่า สิ่งที่พวกเขาได้ลงทุนไปนั้นจะต้องไม่เป็นการสูญเปล่า ถ้าหากว่าไม่เห็นผลกำไรอย่างน้อยๆ กิจะต้องเสมอตัว ถือว่าวิธีการในลักษณะเช่นนี้เป็นการนำเอาเงินไปต่อเงิน ความหมายนั้นก็คือ การนำเอาเงินไปปันผลกันในส่วนอื่นๆ เป็นการกระจายทรัพย์สินออกไปเพื่อให้ได้ถึงคุณค่า ยังดีกว่าปล่อยให้เงินจมปลักอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้มีผลประโยชน์อันใดงอกเงยกันขึ้นมาเลย

แต่ยังมีชาวจีนส่วนหนึ่งซึ่งยังมีความคิดเป็นอื่นที่มากไปกว่าการเก็งกำไรกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อตึกแถว ถ้าหากว่าไม่มีใครตามติดต่อขอซื้อ หรือขอเช่า พวกเขาก็จะเก็บเอาไว้ในยามที่ตัวเองเกิดภาวะฉุกเฉิน เป็นการวางหมากเพื่อเอาไว้ใช้ยามที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ พวกเขามองว่ามันเป็นการเตรียมความพร้อมกันเอาไว้นั่นเอง

ทำไมชาวจีนสมัยก่อนคาดคะเนเรื่องการค้าได้อย่างแม่นยำ

หลายคนมักที่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชาวจีนในยุคสมัยก่อนที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบน่าที่จะไปยึดอาชีพเป็นซินแสหมอดู คอยทำนายทายทักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่มัน ยังไม่ได้เกิดขึ้น

เข้าใจว่าถ้าทำได้แบบนี้หรือยึดอาชีพดังกล่าวนี้กันจริงๆ คงได้มีชาวจีนในรุ่นใหม่ๆ ยึดอาชีพนี้กันเป็นว่าเล่น แต่ก็มีอยู่อีกหลายต่อหลายคนที่ได้กล่าวกันมาด้วยว่า ชาวจีนในยุคสมัยก่อนมีความสามารถในการคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ นานากันได้เป็นอย่างดี เผลอๆ เก่งกว่าซินแสหมอดูทั้งหลายซะอีก

การหยั่งรู้อนาคตได้ล่วงหน้าและยังคาดเดาเหตุการณ์กันได้อย่างตรงจุดตรงประเด็น มันเป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เชื่อไหมล่ะว่า เรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้นอกจากจะทำให้พวกเขาขำกลิ้ง กันแล้ว มันยังทำให้พวกเขากระหยิ่มยิ้มย่อง คิดไม่ถึงว่าชาวโลกจะมองพวกเขาเป็นเช่นนั้นจริงๆ

น่าแปลกแท้ๆ ที่คนธรรมดาอยู่ๆ ก็ได้ถูกอุปโลกน์ให้กลายเป็นซินแสเป็นผู้วิเศษ แถมยังมีญาณทิพย์อีกต่างหาก ความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขาเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ การคาดเดาเหตุการณ์กันได้ อย่างทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นจากการใช้วิจารณญาณการวิเคราะห์กันถึงเรื่องราวต่างๆ ผนวกเข้ากับความคิดที่มันควรจะเป็นไปได้โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา จึงสามารถที่จะคาดหมาย และเดาเหตุการณ์ล่วงหน้ากันได้ และอีกอย่างพวกชาวจีนในยุคสมัยก่อนนั้นจะแสวงหารวบรวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่มันได้ผ่านพ้นไปแล้ว พวกเขาจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านี้ โดยการนำเอามาบันทึกเป็นข้อมูลกึ่งตำราแห่งบทเรียนการค้ากันเลยทีเดียว

การดำเนินชีวิตทางการค้าของชาวจีน

ในแต่ละก้าวของชาวจีนโพ้นทะเลที่ต้องใช้ความอดทน ใช้ความพยายาม และความมุมานะในการดำเนินชีวิต จำเปินต้องใช้ความสามารถ การดำเนินชีวิตจะอาศัยความเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ ชาวจีนโพ้นทะเลยังได้อาศัยหลักโดยยึดแบบอย่างของเทพเจ้าที่ตนบูชา เข้ามาเพื่อช่วยประกอบอาชีพให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้ากวนอู (เทพเจ้าแห่งความชื่อสัตย์) เทพเจ้าฮก ลก ซิ่ว (ตัวแทนของการดำเนินชีวิต 3 รูปแบบ) และเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือที่ชาวจีนเรียกก้นว่า “ไฉ่ซิ้งเอี้ย” เปีนต้น การอาศัยหลักการของเทพ เจ้าในการดำเนินชีวิตและการงาน จึงเป็นเรื่องของการมีความเชื่อถือส่วนบุคคล การนับถือเทพเจ้าถือเป็นเรื่องดี กล่าวคือทำให้รูสิกเติมเต็มความเชื่อมั่นในการทำงาน มีกำลังใจ ประกอบกับมีคุณธรรม

ปัญหาอีกนานัปการถ้าหากรู้จักควบคุมทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ด้วยดี ชาวจีนโพ้นทะเลมีลักษณะเช่นนี้สืบทอดต่อกันมานาน การเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์เป็นของธรรมดา คนเก่งกว่าย่อมเป็นครู ก้าวแรกของบันไดแห่งความสำเร็จจึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องอาศัยความสามารถ ความสุชุมรอบคอบ รู้จักควบคุมจังหวะในการก้าวเดินขึ้นไปแบบช้าๆ ไมรีบร้อน หากรีบเร่ง ไม่รู้จักควบคุมจังหวะ ก็ไม่ต่างจากคนที่ขาดสติ สติจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคนผู้นั้นขาดสติ ย่อมขาดความรับผิดชอบ ซึ่งอาจนำความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่คนรอบข้าง ชาวจีนโพ้นทะเลจีงมีสุภาษิตว่า

“ทุกจังหวะในการก้าวเท้าเดิน ไม่ว่าจะเร็วหรอช้า จะเดินขึ้นหรือเดินลง หากขาดการควบคุมจังหวะ ย่อมทำให้สะดุด แทนทีจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ กลับต้องสะดุดหยุดชะงัก แบบไม่น่าจะให้เกิดขึ้นเลย”

วิธีการค้าขายกับคนหมู่มากแบบเจ้าสัวจีน

“โอกาสทองกำลังจะหลุดลอยไป ถ้าหากยังมัวเอาความกังวลใจมาคล้องคอไว้” เป็นคำเตือนว่าจะมัวมาวิตกหรือกังวลใจทำไม ในเมื่อโอกาสทองอยู่เพียงแค่เอื้อมแล้ว คำกล่าวนี้จึงดูมีค่าและเป็นที่ยอมรับกันของเจ้าสัวชาวจีนโดยทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างกำลังใจให้ฮึกเหิมเตรียมพร้อมต่อไป ไม่ใช่มานั่งกอดเข่า สายตามองไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ความคิดในการที่จะไขว่คว้าหาทางที่จะสอยโอกาสลงมาเพื่อปรับปรุงนั้น ยังไม่สายเกินไปนัก

จงระลึกอยู่เสมอว่า “ตั้งต้นในเวลานื้ เริ่มต้น กันในวินาทีนี้ มันก็ยังจะดีเสียกว่านอนเอามือก่ายหน้าผาก หรือนั่งกอดเข่ารออัศวินม้าขาวมาช่วย”

กระแสความต้องการของคนหมู่มากนั้น จะมีอยู่ในช่วงของระยะเวลาเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น กับคำพูดที่ว่า “เห่อของใหม่” ความต้องการของคนหมู่มากจะมีมากยิ่งขึ้น ถ้าหากว่ามีผู้ให้การตอบสนอง หรือมีผู้รู้ใจ รู้ว่าพวกเค้าทั้งหมดอยากได้อะไร ต้องการอะไร ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าชาวต่างประเทศได้ทำการค้าแบบสวนกระแส โดยหารู้ไม่ว่าตนเองนั้นได้เดินหมากผิดรูปแบบกันไปซะแล้ว การค้ากันในรูปลักษณะที่ว่าสวนกระแสนั้น จะกระทำกันได้ก็ต่อเมื่อ สินค้าเป็นชนิดเดียวกัน เกรดเดียวกัน แต่ราคาของเราจะต้องถูกกว่าในท้องตลาด จึงเรียกได้ว่าเป็นการค้าขายแบบสวนกระแส แต่ทว่าการค้าแบบนี้เป็นการขายของไม่ทันตามยุคสมัย ขายกันตามความพอใจในรูปแบบของตนเอง ใช้ตนเองเป็นหลักในการกำหนดรูปแบบสินค้า โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของคนทั่วไป

ที่มีการกล่าวกันว่ากระแสความต้องการของคนหมู่มากมีระยะเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขอขยายความเพื่อให้ได้เข้าใจกันต่อไปดังนี้ ความต้องการของคนหมู่มากนั้นเป็นความต้องการที่ไม่คงที่ กล่าวคือ พวกเขามีความต้องการกันในแบบที่ไม่เป็นการถาวรหรือไม่ตายตัว คือ เมื่อมีของที่ใหม่กว่า พวกเขาก็จะลืมของเดิมๆ และเมื่อใดที่มีของใหม่กว่า ของใหม่ที่มีมาก่อนก็กลายเป็นของเก่าไปโดยปริยาย

ดังนั้นเหล่าเจ้าสัวจีนจึงจับจุดการค้ากับคนหมู่มากว่า มีความต้องการสินค้าในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ เจ้าสัวจีนจึงมีแนวความคิดในเชิงการค้าว่าจะไม่มีการกักตุนสินค้า ค้าขายกันแบบหมดแล้วค่อยหามาเพิ่ม และการหามาเพิ่มในครั้งต่อไปนั้น ก็ใช่ว่าจะต้องหามาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม น้อยกว่าเดิม หรือเท่าเดิม ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ว่าความสนใจของมหาชน มันถึงเวลาของจุดอิ่มตัวกันแล้วหรือยัง จะเสี่ยงต่อไปดีไหม หรือว่าจะหยุดเพียงเท่านี้ ชาวจีนโพ้นทะเลจะมีการวิเคราะห์ไปถึงการหาข้อผูลที่น่าจะเป็นไปได้ของความต้องการจากความต้องการของคนหมู่มากในแต่ละครั้ง จนทำให้ผลผลิตเหล่านั้นเป็นที่น่าพึงพอใจกับความต้องการของคนทั่วไป นี่แหละที่เขาเรียกกันว่าเป็นการค้าขายกันตามกระแสความต้องการของคนหมู่มากโดยแท้จริง