บทความเพื่อความร่ำรวย

รวยด้วยการเขียนหนังสือขาย

เขียนหนังสือขาย

 

ถ้ามองถึงการทำอาชีพนักเขียนที่หนังสือขาย หลายคนอาจจะมองว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ยากกว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากต้องมีความรัก มีทักษะ ความชำนาญในการเขียน จึงจะสามารถทำได้ โดยเชื่อว่าเป็นอาชีพเฉพาะทาง แต่ในความเป็นจริงแล้วเพียงแค่คุณรู้จริงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคุณสามารถพูดให้คนทั่วไปฟังแล้วสื่อสารกันเข้าใจได้ คุณก็เพียงเปลี่ยนการเล่าจากการส่งเสียง เปลี่ยนเป็นตัวอักษร จัดองค์ประกอบเนื้อหา เขียนให้คำสะกดให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาขายได้แล้ว

อาชีพไหนเหมาะแก่การเขียนหนังสือขาย

หลายคนอาจตั้งคำถามอีกว่า แล้วจะเขียนเรื่องอะไร หรือออกตัวก่อนว่าเขียนไม่เป็นหรอก นิยาย เรื่องสั้น บทละคร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยครับ งานประจำที่คุณทำอยู่ เช่น ครู ทหาร ตำรวจ หมอ พยาบาล พนักงานธนาคาร พนักงานบริษัท คนงานโรงงาน คนรับจ้างทั่วไป เกษตรกร และอาชีพอื่นๆ คุณสามารถเอาอาชีพของคุณนั้น มาเขียนหนังสือเพื่อสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้ทั้งนั้น

เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทแผนกบุคคล คุณก็สามารถเขียนเรื่องเทคนิคการสมัคร และสอบสัมภาษณ์ได้ หรือถ้าคุณทำสวน ทำไร่ คุณก็สามารถเอาเคล็ดลับ เช่น วิธีการปลูกพืช การเพิ่มผลผลิตให้ดก การใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ หรือถ้าคุณทำอาชีพอสังหาริมทรัพย์ คุณก็เอาประสบการณ์มาเขียนเล่าเรื่องเทคนิคต่างๆ เช่น การเลือกทำเล การหาผู้รับเหมา การตรวจงาน หรืออีกตัวอย่างที่กำลังฮอตฮิตในตลาดหนังสือขณะนี้ คือถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณก็เอาเทคนิคการลงทุนมาเขียนได้ หนังสือขายดีในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ล้วนเป็นหนังสือแนวประเภทนี้ทั้งนั้น ยิ่งเกิดจากประสบการณ์ที่ในสายงานนั้นๆ หรือในเรื่องราวนั้นๆ ยิ่งจะมีคนติดตามอ่านมาก

เพียงคุณรู้เคล็ดลับ หรือเทคนิคบางประการว่า ก่อนที่จะเขียนหนังสือ คุณแค่ลองตั้งคำถามกับตัวคุณก่อนว่า เขียนเพื่อให้ใครอ่าน ทำไมเขาถึงต้องการอ่านเรื่องที่คุณเขียน ถ้าคุณตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อนี้ได้ชัดเจนในสาระสำคัญ เพียงแค่ปรับการดำเนินเรื่องให้กลุ่มคนอ่านที่คุณประเมิน หรือวิเคราะห์จากหลักการทั้งสองประการข้างต้น ให้เขียนออกมาให้น่าอ่าน ให้น่าสนใจ เพียงเท่านี้หนังสือของคุณก็สามารถโลดแล่นอยู่ในชั้นวางหนังสือ หรืออาจขึ้นชั้นหนังสือขายดีก็ได้ใครจะไปรู้ ถึงตรงนี้ สรุปได้เลยว่า ทุกสาขาอาชีพสามารถเอาความรู้ และประสบการณ์มาเขียนเป็นหนังสือได้ทั้งนั้น

คุณสมบัติที่นักเขียนควรมี

ถ้าคุณต้องการสร้างรายได้จากการเขียนหนังสือขาย เป็นช่องทางเป็นรายได้เสริม หรือต้องการที่จะพัฒนาเป็นรายได้ประจำในอนาคต คุณสมบัติหลัก และสำคัญมากที่นักเขียนต้องมีก็คือ ชอบบันทึก ค้นคว้า สังเกต วิเคราะห์ และชอบอ่าน นอกจากนั้น คุณสมบัติที่เรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพ คุณต้องมีไหวพริบในการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เพราะงานเขียนของคุณจะมีเสน่ห์มาก ถ้าคุณเขียนเรื่องธรรมดาๆ ในสิ่งที่ทุกคนมองข้าม หรือไม่ฉุกคิด ออกมานำเสนอได้ เรื่องแบบนี้โดยธรรมชาติผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่จะชอบกัน เพราะใกล้ตัวแต่ลืมคิด

คุณสมบัติเด่นๆ ที่ควรเตรียมตัวกับการเป็นนักเขียน คือ ควรพกสมุด ปากกา อยู่ใกล้มือตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่เจอประเด็นที่น่าสนใจ หรือไอเดียที่น่าวนใจ ก็ให้รีบจดบันทึกทันที เพราะถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไปเราจะลืมเสียก่อน หรือเห็นชีวิตผู้คนนึกอะไรดีๆ ก็บันทึกเอาไว้ เข้าประชุมงานแล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ เข้าไปในโลก Social Network แล้วมีเรื่องน่าสนใจ ก็จดเอาไว้ หรือแม้กระทั่งอ่านหนังสือ แล้วเจอประโยคเด็ดๆ ก็ควรจดเอาไว้ เพื่อไปประยุกต์ใช้ในงานเขียนของเรา หรือเอาไปต่อยอดกับงานเขียนของเรา

ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยบางครั้งโทรศัพท์มือถือของเราก็อาจทำหน้าที่แทนสมุด และปากกาได้ ทั้งถ่ายภาพ จดบันทึก หรือบันทึกเสียง เก็บไว้ได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ที่เราจะพลิกแพลงใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกัน

เขียนอย่างไรให้หนังสือขายดี

สิ่งที่ต้องโฟกัส และให้ความสำคัญ ก็คือเมื่อหนังสืออกสู่ตลาด เราควรได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี ซึ่งนั่นก็คือขายดีนั่นเอง ส่วนหนังสือที่จะขายดีได้นั้นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ ๆ ได้ดังนี้

1. หนังสือมีเนื้อหาดี คือ เนื้อหาของหนังสือเล่มนั้นสามารถตอบโจทย์ผู้อ่านได้อย่างโดนใจ แก้ไขปัญหาให้ผู้อ่านได้อย่างแท้จริง หากเป็นหนังสือแนว How To เมื่อผู้อ่านอ่านจบ ต้องสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้สำเร็จจริง
2. ส่วนหน้าดี คือ เนื้อหา 10 หน้าแรกจูงใจให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกที่จะอ่านต่อไปในหน้าใน เนื้อหาของหนังสือสามารถกระตุ้น และจูงใจให้ผู้อ่านอยากติดตาม หรือที่เรียกว่า อ่านแล้ววางไม่ลง
3. สารบัญตอบโจทย์ คือ ในส่วนของสารบัญมีการเชื่อมโยง เรียงลำดับ เนื้อหามีขั้นมีตอน เป็นเหตุเป็นผล เรียงร้อยสอดคล้องชี้ประเด็นอย่างลื่นไหล อ่านเพียงสารบัญก็สามารถพอรู้ว่าหนังสือกำลังสื่อสารอะไร ตอบโจทย์ผู้อ่านอย่างไร
4. ฐานกลุ่มผู้อ่านกว้าง คือ เนื้อหาของหนังสือตอบโจทย์ผู้อ่านในฐานกว้างทั้งเพศ อายุ อาชีพ หากมีความหลากหลายมากพอ โอกาสขายดีมีรายได้สูงก็มีมาก

ขั้นตอนและกระบวนการทำหนังสือ

ก่อนหนังสือที่เราสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา จะถูกนำออกขายได้นั้น เริ่มจากคุณต้องวางโครงเรื่องที่จะเขียนหลังจากทำการวิจัยตลาดมาเป็นอย่างดีแล้ว สามารถตอบโจทย์เพื่อให้หนังสือขายดีได้ คือ คุณต้องการสื่อสารอะไรไปยังผู้อ่าน ต้องการให้ผู้อ่านได้อะไรจากหนังสือที่คุณเขียน ถ้าสิ่งที่คุณสื่อสาร และสิ่งที่ผู้อ่านได้รับ เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านส่วนใหญ่ได้ดี หนังสือเล่มนั้นก็จะมีโอกาสขายดี

หลังจากนั้นคุณก็เริ่มลงมือเขียนไปตามเทคนิคการเขียนที่แนะนำดังกล่าวข้างต้น เมื่อเสร็จสมบูรณ์ ควรทำการตรวจแก้การสะกดคำผิดต่างๆ อ่านให้ละเอียดว่าการดำเนินเรื่องเนื้อหาต่างๆ ดีหรือไม่ ทำการปรับแก้ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนเตรียมการเข้าสู่ตลาด

ช่องทางการสร้างรายได้จากการขายหนังสือมี 3 ช่องทางหลัก

1. ขายงานผ่านสำนักพิมพ์
2. ขายงานตรงไปยังผู้จัดจำหน่ายหนังสือโดยตรง
3. ขายงานผ่านออนไลน์ในรูป e-book
4. ขายผ่านเว็บไซต์ของเราเอง

1. ขายงานผ่านสำนักพิมพ์

กรณีนี้รายได้ส่วนแบ่งจะน้อยที่สุด แต่คุณไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านต้นทุนหนังสือ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อคุณนำต้นฉบับไปนำเสนอ สำนักพิมพ์ก็จะนำโครงเรื่อง หรือต้นฉบับของคุณไปให้กองบรรณาธิการตรวจสอบ ทบทวน พิจารณา ว่าหนังสือของคุณนั้นครบองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือขายดีหรือไม่ ตอบโจทย์ผู้อ่านได้มากน้อยเพียงใด การคาดการณ์ตลาดทั้งที่อยู่ในกระแส และไม่อยู่ในกระแสเป็นอย่างไร หากหนังสือที่คุณนำเสนอทางกองบรรณาธิการสรุปว่า เป็นหนังสือที่ดี มีแนวโน้มจะเป็นที่ต้องการของตลาด

ทางกองบรรณาธิการก็จะเชิญคุณไปตกลงเรื่องสัญญา เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ระหว่างคุณกับสำนักพิมพ์ ส่วนใหญ่แล้วการแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้มากน้อยขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของนักเขียนด้วยเป็นสำคัญ เฉลี่ยผลประโยชน์จะอยู่ที่ 10-25 % ของหนังสือที่ได้จำหน่าย ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่จะตกลงกันหากทุกอย่างราบรื่น หนังสือของคุณก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดพิมพ์ เริ่มตั้งแต่ ออกแบบปก ออกแบบโครงสร้างเนื้อหาของหนังสือ การจัดพิมพ์ ตลอดจนการทำตลาด ไปจนถึงขั้นตอนการวางแผนการวางจำหน่าย กับร้านหนังสือต่าง ๆ

2. ขายงานผ่านตัวแทนจำหน่ายหนังสือโดยตรง

ในกรณีนี้จะรับรายได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ประมาณ 70-80% ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้จัดจำหน่าย แต่ในกรณีนี้คุณซึ่งเป็นผู้เขียนก็จะต้องเป็นผู้ดำเนินการในการผลิตหนังสือขึ้นมาเอง โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการการออกแบบปก การจัดหน้า การตรวจสอบตัวสะกดคำผิดต่าง ๆ การหารูปประกอบ การจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ของรูปภาพประกอบ การติดต่อโรงพิมพ์ วางแผนการจัดหน้าจัดยกว่าต้องการกี่ยกของการพิมพ์หนังสือ การประมาณการการสั่งพิมพ์โดยประมาณการกับยอดขายที่จะขายได้ เพื่อการบริหารต้นทุน นอกจากนั้นก็จะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการขายงานไปยังตัวแทนจัดจำหน่ายหนังสือ ทั้งหมดนี่ก็คือกระบวนการการดำเนินการ วิธีนี้จะยุ่งยากมากสำหรับมือใหม่ และต้องแบกรับความเสี่ยงเอง

3. ขายงานผ่านออนไลน์ในรูป e-book

e-book และหนังสือเล่ม เหมือนกันในแง่โครงสร้างของเนื้อหา ต่างกันตรงที่ e-book ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแต่เป็นการจัดจำหน่ายในรูปไฟล์เอกสารดาวน์โหลดในอินเตอร์เน็ต โดยไฟล์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นให้มีหน้าหนังสือ ปก ต่างๆ คล้าย ๆ กับหนังสือเล่ม และผู้ซื้ออ่านด้วยการดาวน์โหลดเป็นไฟล์เอกสารรูปแบบต่าง ๆ เพื่อลงอ่านในแอพลิเคชั่นของผู้ซื้อตามความเหมาะสมของไฟล์ในแต่ละประเภท

ข้อเด่นของ e-book

เนื่องจากต้นทุนในการจัดทำ e-book ต่ำมาก ประกอบกับช่องทางจัดจำหน่ายมีหลายช่องทาง ต้นทุนหลักจะเป็นเปอร์เซ็นต์การจำหน่ายของตัวแทนผู้รับชำระเงิน ซึ่งก็ประมาณไม่เกิน 20-25% นอกนั้นที่เหลือจะเป็นของเจ้าของหนังสือ รายได้ของ e-book เลยมีผลตอบแทนต่อเล่มสูงกว่าแบบหนังสือเล่ม การทำการตลาดเพื่อจำหน่ายง่าย สะดวก การซื้อก็สะดวกผ่านระบบเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อชำระเงิน จากนั้นก็สามารถดาวน์โหลดได้เลย

e-book สามารถใส่รูปสี เสียง หรือวีดีโอ เข้าไปในเนื้อหาได้ หรือสร้างลิ้งค์ ที่จะให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาแบบ Multimedia ได้ในทันที ในขณะที่หนังสือเล่มหากทำเป็นสี่สี ต้นทุนก็จะสูงเป็นทวีคูณ นอกจากนั้น e-book ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องของการจัดหน้าให้ลงตัวแบบหนังสือเล่ม ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก และมีต้นทุนค่อนข้างมาก

ข้อด้อยของ e-book

ในการทำวิจัยตลาดแล้ว ปัจจุบัน e-book ในไทยยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเท่ากับหนังสือเล่ม เนื่องจากวัฒนธรรมของประเทศไทย และความเจริญด้านเทคโนโลยี ยังไม่เหมือนกับทางโลกตะวันตกนัก และแนวหนังสือส่วนใหญ่ที่ขายดีในโลกออนไลน์จะเป็นแนว How To เป็นส่วนใหญ่ หรือเนื้อหาเฉพาะด้านที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่กล้าพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม เพราะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมีลูกค้าจำกัด มีผู้สนใจจำนวนไม่มากพอกับความคุ้มทุน

ซึ่งตลาด e-book ที่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่นิยมมากนักนั้นเพราะ ปัจจัยสำคัญๆ ดังนี้ วัฒนธรรมการอ่านของผู้อ่านยังติดการอ่านแบบหนังสือเล่ม บางคนต้องการเก็บสะสมหนังสือ จึงให้ความสนใจหนังสือเล่มมากกว่า หรือกระบวนการสั่งซื้อค่อนข้างยุ่งยาก บางคนไม่คุ้นเคยการซื้อของทางออนไลน์ก็จะรู้สึกยุ่งยาก และทำให้ไม่ซื้อเลย

การจัดทำ e-book

ก่อนการตัดสินใจเขียนหนังสือแล้วจำหน่ายในรูปแบบ e-book ยังมีอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นสำคัญ นั่นก็คือ การจัดทำไฟล์เอกสาร เพราะไฟล์ต่างๆ ล้วนมีวิธีใช้อ่านกับโปรแกรมแต่ละโปรแกรมไม่เหมือนกัน การรองรับในแต่ละโปรแกรมควรเลือกใช้ที่แพร่หลาย หรือที่นิยมกัน

สรุปหลักๆ การสร้างไฟล์ e-book นั้นมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ

1. ไฟล์แบบมาตรฐานทั่วไป มีใช้การอย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยม คือ PDF, EPUB, MOBI, DJRU
2. ไฟล์ PDF หรือ EPUB ที่ต้องใช้งานแบบเข้ารหัส
3. ไฟล์ที่ต้องการใช้โปรแกรมโดยเฉพาะ

4. ขายผ่านเว็บไซต์ของเราเอง

ถ้าคุณเขียนหนังสือได้ดี และมีแฟนคลับรออ่านเล่มต่อๆ ไปที่คุณเขียนอยู่ ในกรณีนี้ก็ขอแนะนำให้ขายผ่านเว็บไซต์ของเรา ที่เราทำขึ้นมา อีกหนึ่งช่องทาง แล้วผู้อ่านจะรู้ชื่อเว็บไซต์ของเราได้อย่างไร ก็ต้องขอตอบว่า ใส่ชื่อเว็บไซต์ไว้ในตอนท้ายหนังสือ เช่น ติดตามงานของผู้เขียนได้ที่ แล้วก็ใส่ชื่อเว็บไซต์ของเรา หรือนักเขียนบางท่านอาจจะทำเว็บไซต์ไม่เป็น ก็อาจจะใช้ Fanpage เป็นช่องทางในการให้ผู้อ่านติดตามงานเขียนของเรา อย่างนี้ก็ได้เหมือนกันครับ

สรุป

สรุปว่าอาชีพนักเขียนหนังสือขายนั้น ไม่ได้เริ่มต้นเพียงแค่จับปากกาเขียนต้นฉบับ หรือพิมพ์ในคอมพิวเตอร์จบเล่ม แล้วปริ้นพิมพ์ขายได้เลย ยังมีปัจจัยองค์ประกอบอีกหลายปัจจัย ซึ่งผู้เขียน หรือผู้ที่คิดจะทำอาชีพนี้ จึงควรศึกษาแก่นของอาชีพให้รู้อย่างชัดเจนในกระบวนการต่างๆ ที่จะนำไปสู่การผลิตออกมาเป็นรูปเล่ม หรือออกมาเป็นรูปไฟล์ที่เหมาะสม แล้วออกจำหน่าย แก่นของอาชีพนักเขียนนี้ในตอนต้นของบทความได้ทำการแยกประเด็นเป็นหัวข้อๆ ไว้แล้ว ขอเพียงเรียนรู้ทำความเข้าใจในประเด็นนั้นๆ อย่างรู้ลึก และการสร้างรายได้จากอาชีพนักเขียนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันแต่อย่างใด ขอให้ประสบความสำเร็จ และรวยกันทุกท่านครับ