การเงิน

การวางแผนการใช้เงินเพื่อป้องกันการเป็นหนี้

Making a financial plan

 

บทความนี้ก็จะเป็นเรื่องของการวางแผนการใช้เงินเพื่อป้องกันการเป็นหนี้ ซึ่งการเป็นหนี้สมัยนี้ง่ายเสียยิ่งกว่าการมีเงินออม เพราะแรงประโคมโฆษณา และใบปลิวสินเชื่อ เชิญชวนให้ผู้พบเห็นมาเป็นหนี้ และอีกหลากวิธีที่นำมาใช้ดึงดูดใจลูกค้า ทั้งสินค้าเงินผ่อนอีกร้อยแปด ที่เห็นมีเกือบทุกห้างร้านคอยกระตุ้นต่อมอยาก เหมือนการนำเหยื่อมาวาง ล่อรอเวลาที่จะมีปลาหิว (อยาก) มาฮุบเหยื่อ

หากคุณไม่อยากติดอยู่ในบ่วงหนี้หรือมีความจำเป็นที่ต้องมีหนี้ ควรไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนหลงฮุบเหยื่อ (เงิน) ที่มีคนหยิบยื่นให้โดยแทบไม่ต้องออกแรงหามาเอง เพราะของ “ถูกและดี ยิ่งฟรี ด้วยแล้ว ไม่มีในโลก” โดยเฉพาะเรื่องเงินทองของสำคัญที่มีคนมาหยิบยื่นให้ยืมด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษเพราะไม่แน่ว่าการเป็นหนี้ในครั้งนี้ จะมาพร้อมกับกับดักทางการเงินที่ทำให้คุณยํ่าแย่ลงได้ หากคุณกำลังลังเลว่าจะกู้เงินดีหรือไม่ เหตุผลต่อไปนี้จะช่วยคุณได้

1. อยากได้เงินไปทำอะไร

ค้นหาที่มาที่ไปของความอยากได้เงินที่ผู้อื่นมานำเสนอให้ก่อนว่าจริงแท้แล้วคุณจะเอาเงินต้นบวกดอกเบี้ยราคาแพงมาทำอะไร ความอยากได้อยากมี นั้นเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกเพศทุกวัย คงไม่ผิดอะไร ถ้าคุณจะมีความอยากเกิดขึ้นบ้าง ว่าแต่ความอยากของคุณสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่

2. NEED หรือ WANT

ตรวจสอบอารมณ์ความรู้สีกของคุณทุกครั้งว่าสิ่งที่คุณอยากซื้อหามานั้นเป็น NEED (ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้) หรือ WANT (ความต้องการที่เกิดขึ้น) NEED และ WANT มีความหมายใกล้เคียงกัน หากคุณสามารถแยก NEED ออกมาจาก WANT ได้อย่างชัดเจน ก็จะมีผลดีต่อตัวคุณเป็นอย่างมาก เพราะ NEED เป็นความจำเป็นที่คนเราต้องมี เช่น ปัจจัย 4 พื้นฐาน หากสิ่งที่คุณ NEED สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้นทั้งกายและใจ เช่น การซื้อรถยนต์ หากคิดว่ามันมีความจำเป็นสำหรับการเดินทางไปไหนมาไหน คุณอาจต้องคิดเผื่อด้วยว่า การผ่อนซื้อรถยนต์สักคันนั้นต้องใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนกว่าจะหมดภาระผูกพัน ค่าบำรุงรักษา และเติมน้ำมัน เงินสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถจะเป็นเท่าไร คุ้มแล้วหรือไม่กับค่าเสื่อมราคา และการสีกกร่อนของเงิน และรถยนต์ ที่นำมาใช้อยู่ทุกวัน

แต่ถ้าคุณมีอาชีพที่ต้องอาศัยรถยนต์เพื่อหน้าที่การงาน เช่น เซลส์แมน หรือประสานงานภายนอกก็ควรคู่ที่จะบอกว่ารถยนต์มีความจำเป็น เพราะมันจะช่วยให้หน้าที่การงานของคุณมีความก้าวหน้ามากขึ้น

3. อะไรควรมาก่อนมาหลัง

ข้าวของสมัยนี้ถูกผลิตมายั่วตาล่อใจให้เห็นว่ามีความจำเป็นต่อชีวิต โดยของแต่ละชิ้นไม่ได้ระบุมาในฉลากด้วยว่ามีความจำเป็นจริงหรือไม่ มากน้อยต่างกันอย่างไร ในการซื้อสินค้าที่ค่อนข้างมีราคาค่าตัวต่อหน่วยสูง จึงต้องอาศัยการตัดสินใจที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วหลายชั้น หรือแม้แต่การจะซื้อด้วยเงินผ่อนก็ต้องตรึกตรองให้ดีก่อนซื้อ

ของที่คุณต้องการนั้นมีความจำเป็นอยู่ในปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการในการดำรงชีพหรือไม่ หากมันยังไม่ใช่ควรตัดรายการนั้นออกหรือเลื่อนไปอยู่ในระดับท้ายๆ ของความจำเป็น เพื่อป้องกันปัญหาในการจับจ่ายหรือผ่อนชำระ เพราะสิ่งของหลายอย่างจะถูกมองว่าจำเป็นต้องมี (ถ้ายังไม่ผ่านการไตร่ตรองให้ดี) และสิ่งที่เกือบมีความจำเป็นจริงๆ เหล่านี้ จะกลายมาเป็นภาระหนี้สินให้คุณ เมื่อคุณเป็นหนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือการใช้คืนเงิน ต้นบวกดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ และบางสถาบันการเงินจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ บวกเพิ่มไปในวงเงินกู้ ประกอบกับข้อกฎหมายและพันธะสัญญาเป็นตัวบังคับคุณอยู่กลายๆ ให้คุณต้องจ่าย

หลังผ่านการตรึกตรองมาหลายขั้นแล้วพบว่าคุณมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องสร้างหนี้ อาจจะเพื่อประกอบกิจการ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เช่าซื้อบ้าน และอื่นๆ อีกมากมายแล้วแต่เหตุผลในขณะนั้น ซึ่งไม่สามารถรอได้จากการเก็บออมหรือผลกำไรในการประกอบการ เงินที่เก็บไว้อาจจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขอสินเชื่อเพิ่มเติม การเตรียมความพร้อมในข้อถัดไปจะช่วยคุณให้เสียเปรียบเจ้าหนี้น้อยลง

4. หลักการคิดก่อนชีวิตมีหนึ้

– คิดทบทวนหลายๆ รอบว่ายังมีความจำเป็นต้องกู้ยืมอยู่หรือไม่
– ศึกษาข้อมูลการกู้ยืมประเภทต่างๆ จากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบเรื่อง ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ และอัตราดอกเบี้ยต่างๆ
– มีรายได้เพียงพอในการผ่อนชำระคืนโดยไม่เบียดเบียนค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
– อัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมพอรับได้
– ศึกษาเงื่อนไขการผ่อนชำระให้ละเอียด ทำความเข้าใจให้ท่องแท้ รวมถึงรายการปรับเมื่อผิดนัดชำระ
– พิจารณาเงื่อนไขพิเศษต่างๆ (ถ้ามี) ประกอบการตัดสินใจ เช่น มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้หรือไม่ แนวโน้มของดอกเบี้ยจะเป็นไปเช่นไรในอนาคต

5. ความแตกต่างของเงื่อนไข

เงื่อนไขการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินค้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ มีวิธีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาในการผ่อนชำระ การกู้เงินเพื่อการนี้จึงไม่ควรโปะเงินก้อนเข้าไปในการผ่อนชำระรายงวด เพราะไม่มีประโยชน์ใดเกิดขึ้น เมื่อต้องจ่ายคืนดอกเบี้ย และเงินต้นเป็นจำนวนเท่าเดิม นับแต่วันแรกที่มีการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ซึ้อสินค้าในกลุ่มนี้ ผู้ให้กู้ได้คิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม บวกเงินต้น ตลอดระยะเวลาในการผ่อนชำระไว้แล้วเรียบร้อย

6. สินเชื่อและดอกเบี้ยรูปแบบอื่น

นอกจากการกู้ยืมดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสินเชื่อ และการกู้ยืมในรูปแบบอื่นอีกหลายชนิด ตามความต้องการและความเหมาะสม ต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นต้น สินเชื่อเหล่านี้จะมีอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

การปล่อยสินเชื่อใช้ระยะเวลาไม่นานในการกู้ยืม และอนุมัติวงเงิน เพียงมีหลักฐานทางเอกสารครบก็สามารถเป็นหนี้ได้ทันที แต่สิ่งสำคัญที่ควรระวังไว้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยสูงๆ ล้วนแฝงมากับของแถม และโปรโมชั่นล่อใจ ที่ผ่านการวางแผนทางการตลาดมาแล้วหลายขั้น คิดให้รอบคอบ อย่างไรผู้กู้ก็ยังเสียเปรียบให้กับดอกเบี้ยแพงๆ อยู่ดี บางแห่งมีการคิดเป็นรายวันก็มี หากคุณเผลอไปกู้เพียงนิดเดียว อาจต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะชำระคืนได้หมด

7. ข้อควรระวังในการกู้เงิน

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้คนหลงเชื่อ และติดกับดักเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยราคาแพง มาตรฐานในการทวงถาม และติดตามหนี้สินอยู่ในขั้นรุนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่พึงระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ คำโฆษณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ฟังดูเหมือนตํ่า เช่น อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน จนทำให้คนฟังเผลอคิดไปว่าน่าจะจ่ายประมาณร้อยละ 24 ต่อปี แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยจริงสูงถึง ร้อยละ 41.70 ต่อปี ให้คุณลองเปรียบเทียบข้อมูลต่อไปนี้

อัตราดอกเบี้ยที่โฆษณา อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริง
1.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 12 ต่อปี) ร้อยละ 21.46 ต่อปี
1.25 ต่อเดือน (ร้อยละ 15 ต่อปี) ร้อยละ 26.62 ต่อปี
1.50 ต่อเดือน (ร้อยละ 18 ต่อปี) ร้อยละ 31.72 ต่อปี
2.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 24 ต่อปี) ร้อยละ 41.70 ต่อปี
3.00 ต่อเดือน (ร้อยละ 36 ต่อปี) ร้อยละ 60.92 ต่อปี

เหตุที่ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่โฆษณาเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) นั่นคือการคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่กู้ยืมครั้งแรกเท่ากันทุกงวด แม้จะมีการผ่อนชำระเงินต้นบางส่วนแล้วก็ตาม หรือเรียกอีกอย่างว่าการคิดแบบไม่ลดต้น

อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจะต้องเป็นแบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) เป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างในแต่ละงวด ซึ่งดอกเบี้ยและเงินต้นต้องลดลงทุกงวดที่มีการผ่อนชำระตามเงื่อนไข

สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลถูกกฎหมายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลธรรมดา โดย

– ไม่มีหลักประกัน
– กู้เพื่อนำไปใช้ส่วนตัว
– กู้เพื่อผ่อนชำระสินค้า (เช่าซื้อ/ลีสชื่ง) ยกเว้นรถยนต์ และรถจกรยานยนต
– ไม่รวมเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ การรักษาพยาบาล และสวัสดิการพนักงาน

สามารถกู้ได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยคำนวณแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

ระวังกับดักของเงินกู้นอกระบบเหล่านี้ไว้ให้ดี

– เงินสด เงินด่วน ดอกเบี้ยตํ่า
– บัตรเครดิตวงเงินเต็มก็กู้ได้
– อนุมัติทันที อนุมัติง่าย เงื่อนไขมีน้อย
– ไม่มีบัตรเครดิตก็กู้ได้
– ให้กู้โดยไม่ยึดบัตรเอทีเอ็ม
– และอย่าลืมว่า “ของถูกและดี ยิ่งฟรีด้วยแล้ว ไม่มีในโลก”

เป้าหมายทางการเงิน 3 ระยะ

เป้าหมายระยะสั้น (สำเร็จไม่เกิน 1 ปี)
เป้าหมายระยะกลาง (สำเร็จใน 2 – 5 ปี)
เป้าหมายระยะยาว (สำเร็จใน 5 ปี หรือมากกว่า)

ถ้าคุณมีเป้าหมายหลายอย่าง คุณอาจจะทำให้สำเร็จในครั้งเดียว หรือตั้งใจทำให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป ต่อไปคือตัวอย่างในการออม

สำหรับเป้าหมายระยะสั้น : คำนวณว่าในแต่ละเดือนคุณสามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ และต้องใช้เวลากี่เดือนเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวอย่างเช่น

คุณต้องการซื้อโน็ตบุ๊คในราคา 32,000 บาท และคุณตั้งเป้าหมายโดยใช้เวลา 6 เดือนในการซื้อ ดังนั้นคุณต้องเก็บออมเดือนละ 5,333 บาท (32,000/6)

สำหรับเป้าหมายระยะยาว : อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย ในตัวอย่าง เช่น คุณสามารถนำเงินฝากในบัญชีไปลงทุนเพื่อที่จะได้รับดอกเบี้ย และมันสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายสุดท้าย ตัวอย่างเช่น

เป้าหมายของคุณคือเก็บเงินให้ได้ 100,000 บาท ใน 10 ปีเพื่อการ ศึกษาของลูก ๆ ถ้าคุณจะได้รับดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละ 8% ดังนั้นคุณต้องเก็บออมเดือนละ 10,000 บาท

หมายเหตุ : ดอกเบี้ยจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่าประเภทที่คุณลงทุน การได้รับผลตอบแทนที่มากย่อมต้องเสี่ยงมาก อย่าลงทุน ถ้าคุณยังไม่ศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

จงยืดหยุ่นเมื่อจะเก็บเงินสำหรับบางสิ่ง จงยืดหยุ่นเข้าไว้ ถ้าคุณไม่สามารถจัดการเงินของคุณได้ดังที่ตั้งใจไว้ ก็อย่ายอมแพ้ ลองขยายเวลาในการออม ลดเป้าหมายให้เล็กลง หรือหารายได้เพิ่ม สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเก็บเงินได้มากขึ้นไปอีก