วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการขายขนมโก๋ พร้อมสูตรวิธีทำขนมโก๋

 

สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 1

ส่วนผสมขนมโก๋

– แป้งขนมโก๋ 100 กรัม
– น้ำตาลไอซิ่ง 250 กรัม
– เนยขาว 70 กรัม
– กลิ่นผสมอาหาร กลิ่นนมแมว 1/4 ช้อนชา
– น้ำร้อน 150 กรัม
– พิมพ์หรือแบบ สำหรับกดขนม

วิธีการทำขนมโก๋

– นำแป้งข้าวเหนียวไปคั่วไฟอ่อน ระวังอย่าให้ไหม้ จนแป้งข้าวเหนียวสุกดี จากนั้นให้พักไว้
– ต่อมาเราจะนำแป้งข้าวเหนียวที่คั่วจนสุก ซึ่งเราจะเรียกว่าแป้งขนมโก๋ ให้นำแป้งขนมโก๋ผสมกับน้ำตาล แล้วนำไปร่อนด้วยกระจาดที่มีรูขนาดเล็ก เพื่อแยกสิ่งสกปรกที่เจือปนออก ให้ได้แป้งขนมโก๋ที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรก
– จากนั้นให้นำเอาส่วนผสมแป้งน้ำตาลที่ร่อนเรียบร้อยไปใส่อ่างเครื่องตี แล้วใส่เนยขาวและน้ำร้อนลงไปจากนั้นก็ทำการ ตีจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี ถ้าไม่มีเครื่องตี อาจจะใช้ไม้พายกวนหรือคนให้เข้ากันก็ได้
– ต่อจากนั้นหลังจากเมื่อตีหรือกวน จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีแล้ว จึงจะนำส่วนผสมไปกดใส่แบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ อัดขนมเข้าแบบหรือพิมพ์ให้แน่นจนขึ้นรูปเหมือนพิมพ์ จนแป้งขนมโก๋หมด
– เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถจัดขนมใส่จานพร้อมรับประทานได้ทันที เพราะ การนำแป้งข้าวเหนียวไปคั่วจนสุก จะทำให้พร้อมรับประทาน แม้จะไม่ได้อบก็ตาม สามารถรับประทานเป็นของว่างในวันสบายๆ หรือจะใส่โหลหรือภาชนะมิดชิด เก็บไว้ทานภายหลังก็ได้

สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 2

ส่วนผสมขนมโก๋

– แป้งข้าวเหนียว 1/4 ถ้วย
– แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
– แป้งสาลีเอนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ
– ไอซิ่ง 1/2 ถ้วย
– น้ำอุ่นประมาณ 1/2 ถ้วย 1-2 ช้อนโต๊ะ
– กะทิ 1-2 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้)
– ไส้ทุเรียน ไส้สับปะรด สำหรับใส่ไส้
– สีผสมอาหาร เล็กน้อย
– แป้งนวล(แป้งข้าวเหนียวคั่ว) สำหรับนวด

วิธีการทำขนมโก๋

– เริ่มแรกเราจะร่อนแป้งทั้งสามชนิด ทั้งแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี และผสมกับน้ำตาลคนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จากนั้นให้พักไว้ในอ่างผสม
– ต่อมาเราจะนำแป้งที่ผสมไว้ทำให้เป็นรูตรงกลางแล้วให้ใส่น้ำอุ่นลงไป แล้วให้ตามด้วยกะทิหรือจะไม่ใส่ได้ จกนั้นเราจะคนจนส่วนผสมทั้งหมดจนละลายเข้ากันดี แล้วจึงใส่สีผสมอาหารลงไป
– จากนั้นเราจะค่อยๆนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในภาชนะที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ แล้วให้คนทุกๆ 1 นาที ประมาณ 3-4 ครั้ง แล้วให้นำแป้งออกมานวดกับแป้งนวลคือแป้งข้าวเหนียวที่คั่วแล้ว ให้นวดจนแป้งทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน
– จากนั้นให้ค่อยๆบิดแป้งออก ให้แผ่ออกเป็นวงกลมแล้วใส่ไส้ผลไม้ที่เตรียมไว้ ไส้ทุเรียน ไส้สับปะรด แล้วปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆไม่เห็นไส้ แล้วนำไปกดใส่ในพิมพ์
– เมื่อเคาะขนมออกจากพิมพ์แล้ว ก็สามารถนำไปรับประทานได้ทันที หรือจะเก็บไว้รับประทานวันหลังก็ได้

สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 3

ส่วนผสมขนมโก๋

– แป้งขนมโก๋สำเร็จรูป (แป้งข้าวเหนียว)
– น้ำตาล
– ไส้ขนม (ฟัก,งา,น้ำตาล) ไส้หวาน/ไส้เค็ม เพิ่มเกลือ
– สูตรแป้ง 1 กิโลกรัม
– น้ำตาล 1.1 กิโลกรัม
– ไส้ขนม : ฟัก 1 กิโลกรัม
– น้ำตาล 1.5 กิโลกรัม
– เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำขนมโก๋

– ขั้นตอนแรกให้เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อม จากนั้นให้ตวงแป้งขนมโก๋และน้ำตาลตามสูตร เตรียมไว้
– จากนั้นให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงนำมานวดใช้เวลานวดประมาณ 30 นาที เวลานวดควรจะนวดให้ทั่ว ลงน้ำหนักมือให้สม่ำเสมอ นวดจนกระทั่งแป้งขนมนิ่ม
– หลังจากนั้นให้นำแป้งที่นวดจนนิ่มแล้วมาใส่ในแป้นพิมพ์ กดแป้งลงแป้นพิมพ์จนแน่นดี แล้วจึงเคาะออกมาวางไว้ ประมาณ 2 ชั่วโมง
– การรับประทานขนมโก๋นั้น สามารถรับประทานได้ทันที หรือจะเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำมารับประทานภายหลังก็ได้ มักจะรับประทานเป็นอาหารว่างคู่กับน้ำชาร้อน

สูตรวิธีการทำขนมโก๋ สูตรที่ 4

ส่วนผสมขนมโก๋

– แป้งขนมโก๋ 500 กรัม
– น้ำตาลทราย 400 กรัม
– น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

วิธีการทำขนมโก๋

– ขั้นตอนแรก เราจะทำน้ำเชื่อมก่อน โดยให้นำน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าไปตั้งไฟโดยให้ใช้ไฟแรง แล้วไปต้มจนกระทั่งเดือดจัดอุณหภูมิ 115-118 องศาเซลเซียส
– เสร็จแล้วยกลงพักไว้ ระหว่างต้มน้ำเชื่อม ต้องระวังไม่ให้น้ำเชื่อมข้นจนเกินไปอาจจะทำให้เนื้อขนมจะหยาบ และสามารถเติมสีหรือกลิ่นต่างๆลงในน้ำเชื่อมได้ตามต้องการ เพื่อความสวยงาม
– หลังจากนั้นให้คนน้ำเชื่อมให้เป็นผลึกเล็กๆ คล้ายนมข้นหวาน
– ต่อมาเราจะนำแป้งขนมโก๋ซึ่งจะเป็นแป้งข้าวเหนียวที่คั่วจนสุกซึ่งอาจจะใช้แป้งขนมโก๋สำเร็จรูปหรือจะคั่วเองก็ได้ โดยให้ทำแป้งขนมโก๋ให้เป็นหลุมจากนั้นค่อยๆเทน้ำเชื่อมลง ผสมแป้งขนมโก๋กับน้ำเชื่อมให้เข้ากัน
– จากนั้นก็ใช้ตระแกรงหยาบ ร่อนแป้งขนมโก๋ให้เป็นผงละเอียด ซึ่งการร่อนแป้งจะช่วยให้เนื้อขนมเนียนขึ้น แล้วให้ตักแป้งใส่พิมพ์รูปปลาหรือรูปพิมพ์อื่น ๆ ที่เตรียมไว้ แล้วให้กดให้แน่น โดยการกดควรจะกดอย่างเร็ว ๆ เพราะไม่อย่างนั้นขนมจะจับตัวเป็นก้อน
– จากนั้นก็แกะขนมโก๋ออกจากพิมพ์ นำมาจัดใส่จานพร้อมรับประทาน โดยขนมที่ได้ จะมีเนื้อขนมที่ละเอียด นุ่มนวล น่ารับประทาน หรือจะเก็บใส่โหล ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วนำมารับประทานวันหลังก็ได้