AEC

รวยด้วยการทำธุรกิจที่สิงคโปร์ พร้อมสินค้ายอดฮิตที่นำเข้าและส่งออกไปสิงคโปร์

ในบทความนี้ก็จะบอกเล่าถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ว่าดีอย่างไร อะไรน่าลงทุน บทความนี้ยาว เน้นเนื้อไม่น้ำ เชิญอ่านได้เลยครับ

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีนักลงทุนสนใจมาลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 นักลงทุนโดยส่วนใหญ่มากมาจากเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร โดยธุรกิจที่ชาวต่างชาตินิยมเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์มากที่สุด คือ ธุรกิจสาขาการเงินและการประกันภัย ธุรกิจสาขาการผลิต และธุรกิจสาขาการก่อสร้าง

สิงคโปร์ตั้งอยู่บนภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การค้า เป็นที่ทำการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ สิงคโปร์เป็นเกาะตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางใต้สุดของคาบสมุทรมาเลย์ ติดกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขนาดพื้นที่รวม 697 ตารางกิโลเมตร (ในขณะที่เกาะภูเก็ตของไทย 543 ตารางกิโลเมตร) และเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก ทรัพยากรในประเทศมีอยู่อย่างจำกัด มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสูง ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูงและขาดแคลนแรงงานระดับล่าง สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ล้วนเป็นจุดอ่อนของประเทศสิงคโปร์ แล้วปัจจัยใดบ้างที่ส่งเสริมให้ประเทศสิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นประเทศที่เหมาะแก่การลงทุนมากที่สุดในโลกและเป็นประเทศที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

ข้อดีในการทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์

ด้านการลงทุน สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความโดดเด่น หลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะในด้านการให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนต่างประเทศเท่าเทียมกับนักลงทุนในประเทศ โดยสามารถลงทุนได้ 100% ยกเว้นเพียงสาขาการกระจายเสียง การจัดสรรคลื่นความถี่และกิจการด้านหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ นโยบายด้านการลงทุนจากต่างประเทศของสิงคโปร์ มีความชัดเจน แน่นอน การเมืองมีความมั่นคงและประชากรเป็นแรงงานที่มีฝีมือ และจากการพิจารณาหลายๆ ปัจจัย ทั้งในด้านแรงงาน การเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้สิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกเกี่ยวกับศักยภาพการลงทุนในด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านโอกาสทางธุรกิจ สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ของโลกด้านกลยุทธ์ส่งเสริมการขายเพื่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (fDi Asia-Pacific Cities of the Future 2011/12)
ด้านสิ่งแวดล้อมในการลงทุน อันดับ 1 ของโลกในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการลงทุนทั้งทางกายภาพและระบบดิจิตอล ในขณะที่ประเทศอาเซียนอื่น ที่ติดอันดับ คือ มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 7 ส่วนประเทศไทย อยู่ในอันดับ ที่ 8  (fDi Asia-Pacific Cities of the Future 2011/2012) นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็น อันดับ 1 ในด้านประเทศที่ง่ายต่อการลงทุน (Doing Business 2012 Report, World Bank) อีกด้วย
ด้านแรงงาน สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ในด้านการวัดมูลค่าประสิทธิภาพของแรงงาน (BERI Report 2011-l)
ด้านการคมนาคม สิงคโปร์มีโครงข่ายเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก
ด้านรัฐบาล สิงคโปร์เป็นอันดับ 2 ของโลกในด้านประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด และ เป็นอันดับ 7 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุด (IMD World Competitiveness Yearbook 2011) รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ มีการจ้างงานมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ เสริมสร้างความหลากหลายให้กับภาคการผลิตต่างๆ และภาคบริการ
– สิงคโปร์มีนโยบาย Regionalization คือ จะทำการค้าและการลงทุนกับประเทศในเอเชียมากขึ้น
– สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในการจัดการทรัพยากรบุคคล บริหารจัดการธุรกิจ เป็นตลาดเทคโนโลยีของเอเซียแห่งหนึ่ง มีจุดเด่นเรื่องทำเลที่ตั้ง ทำให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก
– นโยบายการค้าตลาดเสรี ไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า มีแต่การเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) ร้อยละ 5 (ยกเว้นสินค้า 4 รายการที่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า คือ เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ บุหรี่และยาสูบ น้ำมันปิโตรเลียม รถยนต์และรถจักรยานยนต์)
– เป็นแหล่งกระจายสินค้าไทยไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก
– มีระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพ และมีความพร้อม ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
– ผู้ประกอบการ ของสิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็น Trading Firm ที่นำเข้าสินค้าจากทั่วโลก สามารถเป็นฐานกระจายสินค้าไทยไปในภูมิภาคและทั่วโลก
– มีทำเลที่ตั้งเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก มีเครือข่ายธุรกิจกับคนสัญชาติจีนในประเทศต่างๆ ทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
– สามารถจัดตั้งธุรกิจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การดำเนินธุรกิจคล่องตัว เนื่องจากสิงคโปร์มีโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย อัตราภาษีที่แข่งขันได้ และบุคคลากรมีความรู้/ความชำนาญระบบการทำงานที่เป็น ระเบียบและมีประสิทธิภาพ
– ใช้สิงคโปร์เป็นฐานในการส่งออกต่อ (re-export) สินค้าไทยไปสู่ประเทศที่สาม โดยอาศัยจุดแข็งของสิงคโปร์ในด้านการจัดการ การตลาดการเงิน/ธนาคาร การสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการด้าน Supply Chain ในระดับมาตรฐานโลก
– เป็นตลาดการค้าเสรีที่นักธุรกิจต่างชาติสนใจมาลงทุนจำนวนมากและ มีความหลากหลายในภาคธุรกิจส่งผล ให้บริษัทไทยมีโอกาสประกอบ ธุรกิจทั้งในสิงคโปร์และสามารถต่อยอดเพิ่มได้อีกในประเทศของนักธุรกิจต่างชาติอื่นๆที่เข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ อีกทั้งได้รับผลประโยชน์จากการสร้างเครือข่ายกับบริษัทต่างชาติอื่นๆ ด้วย
– นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงินแห่งหนึ่งของโลก การค้าเงินในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของสิงคโปร์มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว
– ปัจจุบันบริษัทธุรกิจข้ามชาติต่างๆ ไม่น้อยกว่า 7,000 แห่ง มีสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์
– นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีความพร้อมในการรองรับบริษัทข้ามชาติสำหรับการลงทุน ทั้งเงินทุนจากรัฐบาล ศูนย์วิจัย การยกเว้นและลดหย่อนภาษี จึงทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการดำเนินธุรกิจย่านอาเซียน
– ผลผลิตทางเกษตรนั้นไม่พอเพียงกับความต้องการของประชากรในประเทศ จึงต้องสั่งซื้ออาหารจำพวก ข้าว ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ จากต่างประเทศเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะจากประเทศไทย

ข้อเสียในการทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์

– แม้สิงคโปร์เป็นตลาดเล็ก แต่ประชากรมีรายได้สูง จึงนิยมสินค้าที่มีคุณภาพสูง มากกว่าคำนึงถึงราคาของสินค้า
– พื้นที่บนเกาะสิงคโปร์มีจำกัด ราคาค่าเช่าที่จึงแพงกว่าไทยหลายเท่า นักลงทุนต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดี
– สิงคโปร์มีข้อกำหนด เรื่องการจ้างงานแรงงานต่างชาติ โดยอนุญาต ให้จ้างแรงงานต่างชาติได้เพียง 5% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด (ยกเว้นแรงงานจากประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่สามารถจ้างได้ถึง 40%) จึงเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจที่จำเป็นต้องอาศัยแรงงานต่างชาติ ในสัดส่วนที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในธุรกิจบริการ
– สิงคโปร์เป็นประเทศที่เปิดให้มีการค้าอย่างเสรี ทำให้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ที่สำคัญสิงคโปร์ยังเป็นประเทศเล็ก มีประชากร 5 ล้านคน การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินค้าไทยในสิงคโปร์ จึงต้องแข่งขันกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย

นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ให้ความเท่าเทียมกัน ระหว่างนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถลงทุนได้ 100 % เกือบทุกสาขา ยกเว้นเพียงด้านการกระจายเสียง และการจัดสรรคลื่นความถี่ (สูงสุดไม่เกิน 49 %) กิจการด้านหนังสือพิมพ์ (ไม่เกิน 5 %) ส่วนกิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ได้แก่ ธุรกิจด้านกฎหมาย และการประกอบอาชีพทนายความ รวมถึงบางสาขาที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิสาหกิจของรัฐ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ รวมถึงไม่มีการควบคุมการโอนเงินตราต่างประเทศ และผลกำไรในการประกอบธุรกิจออกนอกประเทศ

การทำการตลาดที่ประเทศสิงคโปร์

– หลายคนอาจคิดว่าการขยายธุรกิจหรือส่งออกสินค้าไปสิงคโปร์เป็นเรื่องยากที่จะไปแข่งขันกับเจ้าถิ่น ซึ่งสิงคโปร์นับว่าเป็นตลาดหลักของอาเซียน และเป็นประเทศที่มีความท้าทายในการทำธุรกิจสูง เนื่องจากสิงคโปร์เป็นตลาดที่น่านำสินค้าไปทดลองตลาดก่อนสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยทำธุรกิจกับชาติตะวันตกอย่างในยุโรป ซึ่งการที่สินค้าจะวางขายในสิงคโปร์ได้นั้นยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของตราสินค้า มากกว่าสินค้าที่วางขายอยู่ในประเทศอื่นๆ ของอาเซียน
– การที่จะวางขายสินค้าในประเทศสิงคโปร์ได้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ผู้ประกอบการก็ต้องมีความแข็งแกร่งด้วย เพราะว่าผู้บริโภคสิงคโปร์สนใจและนิยมสินค้าที่มีแบรนด์อย่างมาก แต่หากสามารถเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ และมีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันกับรายอื่นได้ ก็สามารถขยายการค้าให้เติบโตในระดับโลก จนเป็นที่ยอมรับในประเทศอื่นๆ ได้ เพราะสิงคโปร์เป็นประตูการค้าที่สำคัญต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก
– ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเทางธุรกิจก่อนส่งออกสินค้า อาจจะเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานทั่วไป และตามด้วยการศึกษาข้อมูลด้านการตลาด โลจิสติกส์ ข้อมูลรายชื่อคู่แข่ง และข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบการท้องถิ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและสินค้าเพื่อนำเสนอต่อคู่ค้าชาวสิงคโปร์
– ธนาคารโลกเปิดเผยว่า เมื่อปี พ.ศ.2559 ธุรกิจในสิงคโปร์มีสัดส่วนภาษีต่อกำไรอยู่ที่ร้อยละ 18.4 ซึ่งเป็นประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ค่าเฉลี่ยที่ราวร้อยละ 33.5 และที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนให้นักธุรกิจใช้ระบบ e-Government ทำให้การจัดตั้งธุรกิจสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยังดำเนินการต่างๆ และเอกสารผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นที่สำคัญอย่างเมืองท่าของโลกที่มีระบบโลจิสติกส์และ Supply Chain ครบวงจรระดับมาตรฐานสากล
– การหาพันธมิตรคู่ค้าที่ดี โดยเฉพาะที่ปรึกษาที่ให้ข้อมูล และตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทในสิงคโปร์ เพื่อการอำนวยความสะดวกทางเอกสารและพิธีการทางศุลกากร
– ผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับตลาด ชาวสิงคโปร์มีรสนิยมหรูหรา ใช้สินค้ามีคุณภาพ และแบรนด์เนม ไลฟ์สไตล์ทันสมัย ตามเทรนด์ตลอดเวลา
– ตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดให้ทัน เนื่องจากตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดที่เน้นกระแส ทำให้ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางรวดเร็ว อาจจะใช้การวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ
– เน้นการบริการที่ดี ควบคุมการผลิต ส่งออก จัดส่งสินค้าให้ตรงตามระยะเวลา รักษาระดับคุณภาพ และกำหนดราคาให้สามารถแข่งขันได้
ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยช่วยในการผลิตสินค้ำของบริษัทเพื่อสร้างมูลค่ำเพิ่มให้แก่สินค้า
– กิจการที่คนไทยไปทำที่สิงคโปร์มักจะเป็นการ take over กิจการที่มีอยู่แล้ว โดยมหาเศรษฐีชาวไทย ซื้อเพื่อเอาไปต่อยอด
– สำหรับผู้ที่เริ่มกิจการใหม่โดยเริ่มจาก 0 ที่สิงคโปร์นับว่ายากพอสมควรที่จะฝ่ากระแสการแข่งขันที่สูงมากในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามทุกการแข่งขันย่อมมีโอกาส โดยใช้ไอเดียดีๆ เข้าสู้ เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตสินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมาไม่เหมือนใคร การตั้งต้นทำธุรกิจที่สิงคโปร์ก็ต้องใช้สินค้าแปลกๆ ใหม่ๆ เข้าไปตีตลาด ผู้ประกอบการต้องไปคิดวางแผนมามากๆ
– พื้นที่ค่าเช่าในการเปิดร้านค้าต่างๆ แพงมาก ถ้าเราสู้ราคาไม่ไหว เราอาจจะเลี่ยงไปเปิดเป็นร้านค้าออนไลน์แทน เมื่อมีคนซื้อ ค่อยส่งสินค้า แล้วก็หาโกดังเก็บสินค้าไว้สักที่ เช่าแต่โกดังเก็บของ ไม่ต้องมีหน้าร้าน ซึ่งในปัจจุบันนี้ชาวสิงคโปร์นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์กันมาก

ส่งออกสินค้าอะไรไปประเทศสิงคโปร์ดี

สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสิงคโปร์ ได้แก่

– น้ำมันสำเร็จรูป
– อัญมณีและเครื่องประดับ
– แผงวงจรไฟฟ้า
– เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ และส่วนประกอบ
– เครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ
– ข้าว ผัก และผลไม้
– อาหารกระป๋อง อาหารทะเล
– ซ๊อส และเครื่องปรุงรสอาหาร

นำเข้าสินค้าอะไรจากสิงคโปร์มาขายดี

สินค้าที่ไทยนำเข้าเป็นหลักจากสิงคโปร์ ได้แก่

– เครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ
– น้ำมันสำเร็จรูป
– เคมีภัณฑ์
– แผงวงจรไฟฟ้า
– พืช และผลิตภัณฑ์จากพืช

ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์

ตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย จีน
ตลาดนำเข้าที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น
สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ แร่เชื้อเพลิงและพลังงาน น้ำมันดิบ อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องบิน และอุปกรณ์ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์เครื่องวิทยุและโทรทัศน์และเครื่องสร้างกระแสไฟฟ้าโดยนำเข้าจากประเทศที่สำคัญๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย ไทย และอินเดีย
สินค้านำเข้าที่สำคัญของประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ไม่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทำให้สินค้าส่งออกหลักของสิงคโปร์ คือ การส่งออกต่อ (Re-export) ของสินค้าต่างๆ เช่น สินค้าปิโตรเลียม อาหารและเครื่องดื่ม เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์สินค้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคมเครื่องจักรยนต์ ซึ่งมีประเทศที่เป็นตลาดสำคัญได้แก่ มาเลเซีย สหภาพยุโรป ฮ่องกง จีน อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน และไทย

สรุป

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะมีจุดอ่อนในแง่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ต่างจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่สิงคโปร์ ก็มีความโดดเด่นที่สุดในอาเซียน ในด้านการบริหารจัดการภายใน การเพิ่มประสิทธิภาพสิ่งต่างๆ และความมั่นคงด้านการเมือง จนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก สิ่งที่หลายๆ ประเทศในอาเซียน ควรนำมาพิจารณาเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี คือ การใช้ภาษากลางของโลกในการสื่อสาร การเรียนรู้เพื่อเพิ่มทุนมนุษย์ สร้างประสิทธิภาพการทำงาน แรงงาน สร้างความมั่นคงทางการเมือง เพิ่มความโปร่งใสในทุกระดับธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านต่างๆ ให้มีมาตรฐาน ซึ่งผลที่จะตามมา คือ ชื่อเสียงและการได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

สำหรับการไปลงทุนทำธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ โดยในบทความนี้ ถือได้ว่าเป็นเนื้อหาคร่าวๆ โดยรวมเท่านั้น ผู้ประกอบการที่สนใจจะไปลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์ควรจะศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ในหลายๆ แง่ หลายๆ มุม เพราะที่สิงคโปร์ถ้าที่ผมไปบอก การแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก เงินในกระเป๋าของท่านมีความหมาย ผมไม่อยากให้ท่านพลาด อยากให้ทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จ สู้กับเจ้าถิ่นที่ครองตลาดอยู่ก่อนแล้วได้ ผมเชื่อว่าหนทางนี้ยังมีช่องว่างอยู่เสมอ และท่านก็จะไปปักธงชัยแห่งความสำเร็จที่นั่น ความสำเร็จแลกมาด้วยความเหนื่อยยาก แต่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ