วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการขายมะม่วงหิมพานต์ พร้อมวิธีปลูกมะม่วงหิมพานต์

ต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นและมีอายุหลายปี ตระกูลเดียวกับต้นมะม่วง พืชชนิดนี้ชอบอากาศร้อนและฝนชุก (แต่น้ำต้องไม่ท่วมรากครับ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นเชื้อราได้) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่มีใบร่วงและขึ้นใหม่ตลอด มีความสูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร แต่ละท้องที่อาจจะเรียกต่างกัน เช่น หัวครก กาหยี กาหยู เล็ดล่อ

นิยมบริโภคเมล็ด ผล และส่วนยอดอ่อน โดยส่วนเมล็ด ถ้าผ่าดูจะเห็นเปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

เมล็ด คือส่วนที่มีรูปร่างคล้ายไต นิยมนำไปทำเป็นอาหารประเภทผัดต่าง ๆ เช่น ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ สูตรน้ำพริกเผา ส่วนผลนิยมนำไปแกง เช่น แกงส้ม แกงคั่ว สุดท้ายคือส่วนยอดอ่อนนิยมกินสด หรือกินกับน้ำพริกก็ได้ครับ

ในปัจจุบันการปลูกมะม่วงหิมพานต์จะแบ่งเป็นสองประเภทคือ

1.ปลูกเป็นไม้ยืนต้นจะได้ผลผลิตครบทั้ง ผล เมล็ด และยอดอ่อน
2.ปลูกเพื่อการเก็บยอดอ่อนเพียงอย่างเดียว

ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันออกใป โดยการปลูกแบบเก็บยอดอ่อนจะสามารถเก็บผลผลิตได้ไวกว่านั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตลาดในแต่ละท้องที่ว่านิยมบริโภคแบบไหนนั่นเอง

วิธีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประเภทที่ 1

พื้นที่ที่เพาะปลูกควรเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง

การเพาะเมล็ด ปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี พันธ์ที่นิยมคือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 พันธุ์ศรีสะเกษ 60-2 และพันธุ์มาบุญครอง ทำการเพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิดวางเมล็ดเอียง 45 องศา ถ้าเพาะในถุงอายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก

การปลูก ขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร และควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตรจากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้น มะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก เสร็จแล้วจึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น

การให้น้ำ เมื่อแรกปลูกนั้นให้รดน้ำทุกวันเช้า เย็น จนต้นแข็งแรงมีการแตกยอดอ่อนออกมาจึงลดการให้น้ำเหลือวันละ 1 ครั้งโดยให้เฉพาะช่วงเย็น

การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง ถ้าต้นมะม่วงหิมพานต์อยู่ในช่วงเป็นดอก แนะนำให้ใส่ปุ๋ยหรือฉีดน้ำหมักสูตรบำรุงดอก บำรุงผลเพื่อเพิ่มผลผลิตครับ

การขยายพันธุ์ ต้นมะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบข้าง ครับ
โรค ศัตรูและการป้องกันกำจัด

1. หนอนเจาะลำต้น เป็นตัวอ่อนด้วง หนวดยาว เจาะเนื้อไม้ภายใน พบขี้หนอนที่ปากรู จับทำลายหรือใช้สารไดโครวอส หรือโมโนโครโตฟอส (อโซดริน) อัตรา 10 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดเข้าปากรูแล้วใช้ดินเหนียวอุดปากรู
2. เพลี้ยไฟ มีขนาดเล็กมาก ตัวอ่อนสีเหลืองคาดแดง ตัวแก่สีดำ ระบาดช่วงร้อน แล้ง ทำลายใบอ่อน ยอดอ่อน ช่อดอก ผลอ่อน ใช้สารคาร์บาริล (เซฟวิน) อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพอสซ์อัตรา 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
3. เพลี้ยแป้งและเพลี้ยอ่อน เกาะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก ผลอ่อน อาการที่ถูกทำลายจะหงิกงอ เหี่ยวแห้ง เมื่อพบใช้สารมาลาไธออน อัตรา 45 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือพอสซ์ อัตรา 50 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
4. ด้วงงวงเจาะยอด ตัวแก่เจาะยอดอ่อนและวางไข่เป็นตัวหนอนกัดกินเนื้อไม้ในยอดทำให้ยอดแห้ง ป้องกันกำจัดโดยจับทำลายตัวแก่ ฉีดพ่นสารพวกโมโนโครโตฟอส หรือเมธามิโดฟอส เช่น ทามารอน อัตรา 30 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
5. โรคช่อดอกแห้ง เชื้อราทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาล ทำให้ดอกร่วงไม่ติดผลป้องกันกำจัดโดยฉีดช่อดอกด้วยสารพวกแมนโคเซ็บ เช่น ไดเทน เอ็ม-45 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
6. โรคแอนเทรคโนส เชื้อราเข้าทำลาย ผลปลอมและเมล็ดจะทำให้เน่าหรือเหี่ยว ถ้าทำลายช่อดอกและดอกจะทำให้เน่าเป็นสีดำและร่วงหล่น ป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นสารค๊อปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เช่น คูปราวิท อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

ผล ใช้รับประทานเป็นอาหาร ทำแยม น้ำส้มสายชู เครื่องดื่ม ไวน์ น้ำของผลมะม่วงหิมพานต์ ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้อาเจียน เจ็บคอ ขับปัสสาวะ และขับเหงื่อได้ดี
เปลือกหุ้มเมล็ด นำมาสกัดได้กรดน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมใช้ทำผ้าเบรค แผ่นคลัช หมึกพิมพ์ กระเบื้องยางปูพื้น สีทาบ้าน และอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 400 ชนิด และยังทำเป็นยาแก้โรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง และโรคผิวหนัง
เยื่อหุ้มเมล็ดใน ใช้เป็นอาหารสัตว์
เมล็ดใน ใช้รับประทานมีคุณค่าทางอาหารสูง ใกล้เคียงไข่ นม เนื้อ ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือดและตับ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุดดีกว่าพืชตระกูลถั่วทั่วไป

ใบและยอดอ่อน รับประทานเป็นผักเคียง มีสรรพคุณบรรเทาโรคท้องร่วง บิด ริดสีดวง
ใบแก่ นำมาบดให้ละเอียด ใช้พอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือนำมาขยี้และใช้สีฟันทำให้ฟันสะอาด ขาว
ลำต้น ทำหีบใส่ของ ลังไม้ เรือ แอก ดุมล้อเกวียน และอื่นๆ เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง
ยางจากเปลือกลำต้น ทำหมึกประทับตราผ้า น้ำมันขัดเงา เคลือบหนังสือ น้ำประสานในการบัดกรีโลหะ และใช้ทำกาว
เปลือกลำต้น แก้ปวดฟัน ต้มกินแก้โรคท้องร่วง และผิวหนังพุพอง ราก เป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง

วิธีการปลูกมะม่วงหิมพานต์ประเภทที่ 2

จะเหมือนกับการปลูกวิธีที่ 1 แต่จะมีการตัดแต่งให้ทรงพุ่มสูงไม่เกิน 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเด็ดยอดอ่อนขาย และระยะห่างของการปลูกต่อต้นจะห่างประมาณ 1 – 2 เมตร เนื่องจากการปลูกในลักษณะนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์ของเราจะไม่มีพุ่มใบที่กว้างทำให้เราสามารถปลูกมะม่วงหิมพานต์ในระยะที่ใกล้กันกว่าเดิมได้เพื่อเพิ่มผลผลิตครับ นอกจากนี้ขอแนะนำให้ฉีดน้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงใบครับ (สูตรแคลเซียมก็ได้ครับ) เพื่อให้ต้นมะม่วงหิมพานต์ของเรานั้นแข็งแรง และแตกยอดอ่อนมากขึ้นครับ
สรุป ต้นมะม่วงหิมพานต์คือพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะทนแล้ง ทนโรคแล้ว ยังสามารถปลูกบนดินได้แทบทุกชนิด และยังสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เท่านั้นยังไม่พอส่วนต่าง ๆ ของต้นมะม่วงยังสามารถนำไปใช้เป็นยารักษาโรคทั่ว ๆ ไปได้หลากหลายชนิด เรียกได้ว่าถ้าบ้านไหนปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ไว้ก็เปรียบเสมือนมีตู้ยาเพิ่มขึ้นมาอีกตู้เลยทีเดียว