วิธีการเป็นคนรวย

รวยด้วยการขายบลูเบอร์รี่ พร้อมวิธีปลูกบลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ (Blueberry) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium spp. จัดอยู่ในวงศ์ ERICACEAE มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ผลจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 – 16 มิลลิเมตร ที่ปลายผลจะมีวงแหวนเล็ก ๆ คล้ายมุงกุฎ ผลเมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียวจาง ๆ พอแก่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีสีม่วงแดง และเมื่อสุกจะมีสีคราม ผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว มีเปลือกสีม่วง มีสารแอนโทไซยานิน ที่สามารถส่วนต่อต้านอนุมูลอิสระ และอุดมไปด้วยวิตามินซี

บลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ตระกลูเบอร์รี่ที่โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินอมม่วงสวยสดใส เป็นผลไม้เมืองหนาวที่ปัจจุบันสามารถปลูกในไทยได้บางพื้นที่
วิธีการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่จะเจริญเติบโตในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ออกดอกในฤดูฝน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ต้นบลูเบอร์รี่จะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน แต่ถึงจะมีเกสรอยู่บนต้นเดียวกันแต่แนะนำให้เลี้ยงผึ้งช่วยผสมเกสรหรือช่วยผสมเกสรด้วยแรงงานมนุษย์จะดีกว่าครับ การปลูกในต่างประเทศจะนิยมปลูกลงบนแปลงดิน แต่ในบ้านเราแนะนำให้ปลูกลงกระถางหรือภาชนะครับ เพราะจะสามารถดูแลได้ดีกว่า หากได้ปลูกในโรงเรือนด้วยก็จะดีที่สุดครับ

สายพันธุ์ การปลูกบลูเบอร์รี่ในบ้านเราจะต้องเลือกบลูเบอร์รี่สายพันธุ์ที่ทนความร้อนได้ดี เช่น สายพันธุ์ลูกผสมจากแคลิฟอร์เนีย หากไม่เลือกสายพันธุ์ที่จะปลูกให้ดีบลูเบอร์รี่จะไม่ติดผลครับ

การขยายพันธุ์ บลูเบอร์รี่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีแต่ที่นิยมจะมีแค่ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง ซึ่งในบทความนี้จะแนะนำทั้งสองวิธีครับ

1. การปักชำกิ่ง

การปักชำเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะการปักชำจะทำให้ต้นบลูเบอร์รี่ให้ผลผลิตดี กิ่งพันธุ์สำหรับการปักชำควรมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ตัดเฉียงทั้งส่วนโคนและส่วนปลาย เมื่อได้รับกิ่งพันธุ์มาแล้วให้นำกิ่งพันธุ์ที่ได้ไปห่อในถุง ปิดปากถุงให้แน่น แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลาสามเดือน เพื่อเป็นจำลองการจำศีลของต้นบลูเบอร์รี่ปกติในธรรมชาติและเมื่อเอากิ่งพันธุ์ออกมาเจออากาศที่อุ่นขึ้นกิ่งพันธุ์ก็จะเริ่มตื่นขึ้นมาพร้อมสำหรับการเพาะปลูกนั่นเอง (แนะนำให้เก็บใสตู้เย็นในเดือนมกราคม เพราะเมื่อนำกิ่งพันธุ์บลูเบอร์รี่ออกมาจะเป็นต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งจะมีอากาศร้อนและเข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูกต้นบลูเบอร์รี่มาก) จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ไปปักชำในถุงเพาะชำที่เตรียมไว้ ส่วนผสมในดินที่ใช้อาจใช้เป็นแกลบดำผสมทรายก็ได้ แล้วจึงรดน้ำสัปดาห์ละครั้งจนกิ่งพันธุ์เริ่มแตกใบอ่อน แสดงว่าต้นบลูเบอร์รี่ของเราพร้อมที่จะนำไปปลูกลงแปลงดินหรือลงปลูกในภาชนะแล้วครับ

2. การเพาะเมล็ด

ให้เอาเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่นแล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3 เดือน จากนั้นก็เริ่มการเพาะโดยเอาเมล็ดมาเกลี่ยบนจานเพาะ แล้วกลบเมล็ดเบา ๆ วัสดุที่ใช้เพาะอาจเป็นทรายปนแกลบดำในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือเป็นวัสดุอะไรก็ได้ที่ระบายน้ำได้ดี แล้วจึงนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง บริเวณที่เย็น ๆ อาจจะอยู่ใต้ร่มไม้ มีแสงแดดส่องถึงรำไร เพราะถ้าโดนแดดแรงมากเกินไป เวลารากงอกแล้วต้นบลูเบอร์รี่อาจตายได้ พยายามให้ได้บรรยากาศที่เหมือนฤดูร้อนเมืองนอก ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 15 – 20 องศาเซลเซียส การรดน้ำนั้นให้ใช้วิธีสเปรย์ให้โชกในครั้งแรก แล้วทิ้งไว้จนกว่าดินจะหมาด การรดน้ำครั้งแต่ไปให้ตรวจสอบดินเป็นระยะ ๆ อย่าให้ดินแห้งเกินไป หรือ แฉะเกินไป สเปรย์น้ำให้พอเหมาะ ให้ดินพอหมาด ๆ มีความชื้นประมาณ 70 % อยู่ตลอด ในช่วงนี้ต้องระวังเชื้อรา หากมีเชื้อราเกิดขึ้นให้ใช้ยากันเชื้อราหรอเชื้อราไตรโคเดอร์มามาสเปรย์ ประมาณ 1 – 6 สัปดาห์เล็ดจะเริ่มงอกและเมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 2 เดือนหรือเมื่อต้นอ่อนแตกใบแท้แล้ว แสดงว่าต้นกล้าของเราพร้อมที่จะย้ายไปปลูกในแปลงดินหรือกระถางแล้ว

การเตรียมแปลงดินและการปลูก ต้นบลูเบอร์รี่ปลูกได้แทบจะทุกสภาพดิน แต่จะชอบดินที่เป็นกรดนิดหน่อยคือมีค่า PH ระหว่าง 3.5 – 4.5 ทั้งนี้ผู้ปลูกสามารถปรับความเป็นกรดของดินได้ โดยการใช้กรดซิตริกหรือออกซาลิกผสมน้ำราด นอกจากนี้บริเวณที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่แดงส่องถึง และพื้นดินควรมีความร่วนซุยระบายน้ำได้ดี ขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง 1 ศอก ลึก 1 ศอก ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 0.7 x 0.7 เมตร จนถึง 1.2 x 1.2 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กำมือ นอกจากนี้ควรใส่ขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวที่ก้นหลุมด้วยเพื่อทำให้การระบายน้ำทำให้ดียิ่งขึ้น นำต้นกล้าบลูเบอรี่ที่เตรียมไว้มาปลูก กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่นแล้วจึงนำฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นอีกทีหนึ่งเพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินนั่นเอง

การปลูกลงกระถางหรือพาชนะ ดินที่ใส่ในกระถางควรใช้ทรายผสมแกลบดำในอัตรา 1 ต่อ 1 ครับหรือจะเป็นวัสดุใดก็ได้ที่มีการระบายน้ำได้ดี นอกจากนี้ควรรองขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าวในก้นกระถางเพื่อเพิ่มการระบายน้ำด้วยครับ จากนั้นจึงนำต้นกล้าที่เตรียมไว้มาปลูกในกระถาง เมื่อปลูกเสร็จควรคลุมบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดินครับ

การให้น้ำ ในช่วงแรก ๆ ให้รดน้ำทุกวันเช้าเย็น จนกระทั้งต้นบลูเบอร์รี่ตั้งตัวได้จึงรดประมาณ 1 – 2 วันต่อครั้ง และในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่จำศีล (ช่วงที่อากาศหนาวจัด) ควรงดการให้น้ำหรือให้น้ำ 7 วันต่อครั้งครับ การรดน้ำไม่ควรรดเกินเวลา 16.00 น. เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา นอกจากนี้ในช่วงออกดอกและช่วงที่ต้นบลูเบอรรี่กำลังเป็นผลต้องระวังอย่าให้ดินแห้งและคอยรดน้ำอยู่บ่อย ๆ ครับ

การให้ปุ๋ย ควรให้เป็นปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ 1 ครั้งต่อเดือน แต่ในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่จำศีลให้งดให้ปุ๋ยครับและในช่วงที่ต้นบลูเบอร์รี่ออกดอกและติดผลควรให้น้ำหมักฮอร์โมนสูตรบำรุงดอกและผลครับ นอกจากนี้ควรงดใช้และการให้สารเคมีในบริเวณที่ต้นบลูเบอร์รี่อยู่เด็ดขาดครับ

การตัดแต่งกิ่ง ควรเริ่มตัดแต่งกิ่งหลังจากปลูกต้นบลูเบอร์รี่มาได้ประมาณ 6 ปี กิ่งก้านสาขาที่แห้งตายแล้วให้ตัดออกไปทิ้งให้หมดครับ
โรค ศัตรูพืชและการป้องกัน โรคที่พบบ่อยคือเชื้อราและเพลี้ย สามารถป้องกันไดโดยหากเจอเชื้อราให้ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาผสมน้ำฉีดพ่นทุก ๆ 3 – 7 วันจนกว่าจะหาย หากเจอเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืชให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย หรือน้ำหมักสมุนไพรสูตรไล่แมลงฉีดพ่นทุก ๆ 1 – 2 วันจนกว่าจะหาย ทั้งนี้การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาและเชื้อราบิวเวอร์เรียไม่ควรใช้พร้อมกันและควรเว้นระยะประมาณ 15 วันก่อนจะสลับใช้เชื้อรา

ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการปลูกบลูเบอร์รี่เพื่อการพานิชย์เต็มรูปแบบ ผู้ปลูกควรเลือกสายพันธุ์ให้ดีก่อนปลูกถือเป็นพืชที่ปลูกยากอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว หากต้องการปลูกเพื่อการพานิชย์แนะนำให้ปลูกในโรงเรือนตามอย่างต่างประเทศ เพราะการดูแลบำรุงรักษาสามารถทำได้ง่ายกว่านั่นเอง